เลือกซื้อสับปะรดอย่างไร ให้เนื้อหวาน ไม่เปรี้ยว ทานอร่อย

ฉลาดเลือก - ฉลาดซื้อ

     สำหรับบทความนี้ เรามาเอาใจคอสับปะรดกันบ้างดีกว่านะครับ เราเชื่อมั่นว่า เหล่าสาวกสับปะรดทั้งหลาย อาจชื่นชอบในรสหวานของเนื้อสับปะรด แต่ยังไม่รู้วิธีดูว่า สับปะรดสุกพร้อมทานนั้น ต้องเลือกอย่างไร เพราะเวลาที่สับปะรดถูกเก็บมาแล้ว มันไม่สามารถสุกได้มากกว่านี้อีกแล้ว ดังนั้น คุณต้องเลือกสับปะรดที่สุกแล้วจริง ๆ เท่านั้น ต่อไปนี้จะวิธีที่จะช่วยการันตีว่า คุณจะเลือกสับปะรอสุกได้ทุกครั้ง

1. ดมกลิ่น
ในการดมกลิ่นสับปะรดนั้น หากคุณได้กลิ่นที่หอมหวาน แสดงว่า สับปะรดสุกแล้ว แต่หากไม่มีกลิ่นอะไรเลย แสดงว่ายังไม่สุก และควรหลีกเลี่ยงสับปะรอที่มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวเหมือนของหมัก เพราะหากคุณต้องการสับปะรดที่มีกลิ่นหอมหวาน แต่กลิ่นหอมหวานนั้น ต้องไม่เจอกลิ่น แบบกลิ่นแอลกอฮอล์ หรือกลิ่นน้ำสมสายชูหมัก

2. ดูสีสับปะรด
การสังเกตลักษณะของสับปะรดสุกจากความสด และความเก่านั้น คุณต้องสังเกตขั้วของสัปปะรด ซึ่งเป็นท่อลำเลียงน้ำตาลเข้าสู่สับปะรด หากสับปะรดเริ่มเปลี่ยนสี ขั้วจะเปลี่ยนสีก่อนเป็นอย่างแรก โดยปกติสับปะรดสุกจะมีสีเหลืองทอง แต่ถ้าสับปะรดเป็นสีเขียว ก็ไม่ได้แปลว่ามันยังไม่สุกเสมอไป อย่าลืมว่า สับปะรดบางสายพันธุ์เป็นสีเขียวเวลาสุก ดังนั้นให้เน้นไปที่ความสดใหม่ของสับปะรดมากกว่าสีของมัน ไม่ควรซื้อสับปะรดที่มีผิวเหี่ยวย่น มีสีน้ำตาลแดง มีรอยแตก หรือรอยรั่ว ขึ้นรอ หรือมีใบเหี่ยวเป็นสีน้ำตาล

3. รูปทรงสับปะรด
สับปะรดที่เติบโตเต็มที่ จะมีลักษณะกลม และมีตาที่เติบโตสมบูรณ์ ตาสับปะรดคือ บริเวณแหลม ๆ ตรงกลางวงกลมของสับปะรด ควรเลือกสับปะรดที่มีตากว้าง และแบน และควรเลือกสับปะรดจากฟาร์มที่อยู่ใกล้คุณมากที่สุด เช่น หากคุณอยู่ในกรุงเทพ แต่สับปะรดมาจากทางใต้ กว่าเดินทางมาถึงเราอาจไม่สดใหม่แล้ว เพราะใช้เวลาในการเดินทางนาน หรืออาจใช้วิธีการบีบสับปะรด หากสับปะรดหนัง แสดงว่า มีเนื้อที่ชุ่มฉ่ำ

4. เด็ดใบด้านบนสับปะรด
ลองเด็ดใบด้านบนของสับปะรด วิธีนี้ถือว่ายังมีประสิทธิภาพอยู่ หากสับปะรดสุก จะสามารถเด็ดใบออกมาได้โดยไม่ต้องออกแรง แต่หากใบหลุดออกมาง่ายเกินไป แสดงว่า สับปะรดลูกนั้นเน่าแล้ว แต่มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญ ที่เราอยากเตือนคุณไว้คือ ควรทานสับปะรดที่เก็บไว้ในอุณหภูมิห้องให้หมดภายใน 2 – 3 วันเท่านั้น แต่หากสับปะรดถูกหั่นเป็นชิ้นแล้ว ห้ามทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องเด็ดขาด ควรนำสับปะรดแช่ตู้เย็น เพื่อคงความสดใหม่ไว้ให้นานขึ้น แต่หากคุณนำสับปะรดแช่เย็นทิ้งไว้ทั้งลูก โดยยังไม่หั่นเป็นชิ้น สับปะรดลูกนั้น จะอยู่ได้ประมาณ 2 สัปดาห์

ค้นหาภาษาถิ่น
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Search in posts
Search in pages

ความสำคัญของภาษาถิ่น
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี

ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวาง เช่น ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19

“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทางหนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมายังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *