เลือกแก้วมังกรอย่างไร ให้หวาน ไม่เปรี้ยว สุกอร่อย

ฉลาดเลือก - ฉลาดซื้อ

     แก้วมังกร เป็นผลไม้ทางเลือกที่กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มคนรักสุขภาพ ด้วยรสชาติที่หวานเย็น ทานง่าย อีกทั้งยังมีคุณประโยชน์ที่เยอะ ดังนั้นจึงส่งผลให้ แก้วมังกร เป็นที่ต้องการของตลาด ที่สำคัญ แก้วมังกร สามารถปลูกได้ดีในทุกสภาพพื้นที่ จึงเป็นนิยมปลูกกันอย่างแพร่หลาย แต่เราคือผู้บริโภค จะมีวิธีเลือกแก้วมังกรอย่างใร ให้สุก หวานหอม และไม่เปรี้ยว ในวันนี้เราจึงมีคำตอบให้กับคุณ ตามเรามาได้เลยครับ

1. ลักษณะผลที่ควรเลือกซื้อ

ผลแก้วมังกรที่ดี และอร่อยนั้น ไม่จำเป็นต้องมีผลขนาดใหญ่ โดยปกติแล้ว แก้วมังกร แม้จะมีผลเล็ก แต่ไม่ใช่ผลแกร็นก็อร่อยทั้งนั้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กันพันธุ์ ฤดูกาล และแหล่งปลูกอีกด้วย

2. รสชาติ

รสชาติของเนื้อแก้วมังกรที่ดีนั้น ควรมีรสหวานอมเปรี้ยว แต่เป็นความหวาน ต้องเป็นความหวานจากเนื้อผลไม้ หวานแบบใส ๆ ไม่เข้มจนเกินไป เหมือนดั่งเช่นเนื้อผลมะม่วง และมีความเปรี้ยวเพียงเล็กน้อย เนื้อแน่นดี แต่ในบางพันธุ์มีเนื้อละเอียด นิ่มเล็กน้อย แต่มีคุณภาพดี แต่หากในกรณีที่ยังไม่แก่พอ เนื้อจะมีรสเปรี้ยวมากกว่าหวาน

3. สีของแก้วมังกร

ตามหลักของการรับประทานผัก และผลไม้นั้น ต้องทานวันละ 5 สี แต่เนื้อแก้วมังกร สีใดก็ดีทั้งนั้น แต่สีแดง สีม่วง และสีน้ำเงิน เป็นสีที่มีอยู่ในผัก และผลไม้น้อยชนิดนัก ดังนั้นเมื่อจะรับประทานผลแก้วมังกรแล้วนั้น ควรเลือกเนื้อสีแดงเข้ม เนื้อสีแดงเข้มอมม่วง และเนื้อชมพู กับสีชมพูที่มีสีม่วงซอนอยู่ เพราะเมื่อทานแก้วมังกรเนื้อสีแดงเข้ม หรือสีแดงเข้มอมม่วง ในวันรุ่งขึ้น คุณอาจมีอุจจาระที่มีสีแดงสดคล้ายสีเลือดปนออกมา หรือในบางท่าน อาจมีการขับปัสสาวะเป็นสีเลือด แต่ในเรื่องสีนี้ มีรายงานทางการแพทย์ว่า ผู้ที่รับประทานเนื้อแก้วมังกรสีแดงเป็นจำนวนมาก อาจเกฺภาวะซูโดฮีมาทูเรีย หรือ ภาวะสีเลือดเทียมในปัสสาวะ ซึ่งภาวะเหล่านี้ ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะไม่ใช่การขับถ่ายเม็ดเลือดแดงออกมา

4. ขนาดของแก้วมังกร

โดยขนาดของแก้วมังกรที่ส่งผลต่อความอร่อยนั้น คือ ขนาดผลกลาง ๆ จะมีรสชาติหวานกลมกล่อมมากที่สุด ซึ่งมีขนาดระหว่าง 300 – 500 กรัม หรือ ขนาด 200 – 300 กรัม เมื่อสุกแล้ว จะหวานจัดทั้งผล แต่หากมีขนาดที่ใหญ่มาก เช่น ขนาด 600 – 700 กรัมขึ้นไป จะมีรสชาติหวานเฉพาะแค่ตรงกลาง แต่ผลรอบ ๆ อาจมีรสจืด หรือติดเปรี้ยว แม้ว่าจะสุกถึง 100% แล้วก็ตาม

ความสำคัญของภาษาถิ่น
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี

ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวาง เช่น ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19

“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทางหนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมายังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *