วิกฤตโควิด-19 หนุนธุรกิจตลาดสหรัฐฯ จริงหรือไม่

โควิด-19 เปลี่ยนโลก

เมื่อมีการมาเยือนของเหตุการณ์ใด เหตุการณ์หนึ่ง ต้องมีการเปลี่ยนแปลงกลับมาอยู่เสมอ เช่นการมาของโควิด-19 ก็เช่นเดียวกัน เพราะทำให้พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไป เช่น คนลดการใช้เงินสด เพราะธนบัตร และเหรียญนั้น เป็นแหล่งแพร่เชื้ออย่างดี จึงทำให้คนหันมาสนใจสินค้าออนไลน์กันมากขึ้น จากกระแส Work From Home และ Social Distancing เป็นต้น โดยสะท้อนผ่านราคาหุ้น Amazon ยักษ์ใหญ่ด้าน E-Commerce ของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ปรับตัวสูงสูดในประวัติศาสตร์ที่ระดับ 2,375 เหรียญ หรือ 77,000 บาทต่อหุ้น เมื่อ 17 เม..ที่ผ่านมา หลังคนอเมริกัน และคนทั่วโลกปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อขายสินค้า

ขณะเดียวกันนั้น วิกฤตโควิด-19 ยังส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจ ตลาดเงิน ตลาดทุนทั่วโลก และภาคธุรกิจต่าง ๆ เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะ “กลุ่มอุตสาหกรรมเก่า” เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์, กลุ่มร้านค้าปลีกสมัยเก่า, กลุ่มธุรกิจเครื่องสำอาง และกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ เป็นต้น แต่ยังมีบางธุรกิจที่ได้รับผลบวกบ้าง จากวิกฤตครั้งนี้ อย่างธุรกิจใน “กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่” เช่น กลุ่มค้าปลีกที่มีช่องทาง E-Commerce หรือที่เกี่ยวข้องกับ Logistics เป็นต้น

วิกฤตโควิด-19 ส่งผลกระทบ ตลาดสหรัฐฯ ตัวไหนบ้าง

ทีม BLS Global Investing ของหลักทรัพย์บัวหลวง ได้ออกมาขยายความเรื่อง “กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่” นี้ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ได้รับผลกระทบทั้งด้านดี และไม่ดี จากเหตุการณ์โควิด-19 มีด้วยกัน 6 กลุ่มธุรกิจ คือ กลุ่มธุรกิจ Entertainment, กลุ่มธุรกิจ Software, กลุ่มธุรกิจ Gaming, กลุ่มธุรกิจ Social Media ,กลุ่มธุรกิจ Gaming ,กลุ่มธุรกิจ E-Commerce,กลุ่มธุรกิจ Technology และกลุ่มธุรกิจ Online Payment โดยเราจะจำแนกรายละเอียดให้อ่านกันเป็น 4 กลุ่มธุรกิจ แบ่งเป็น 2 ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ และ 2 ธุรกิจที่ได้รับผลดี

1. กลุ่มธุรกิจ Software

ได้รับผลกระทบน้อย เพราะเมื่อมีมาตรการปิดเมือง ทำให้คนต้องทำงานที่บ้าน ส่งผลดีต่อบริษัทเทคโนโลยี ที่พัฒนาระบบเกื้อหนุนการทำงานที่บ้าน เช่น ระบบ video conference ของทั้ง Zoom และ Microsoft สะท้อนผ่านจากยอดผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นมากอย่างรวดเร็ว เช่น ยอดผู้ใช้ Zoom video พุ่งขึ้นเป็น 200 ล้านคนต่อวัน ขณะที่ยอดผู้ใช้งาน Microsoft team พุ่งขึ้นเป็น 44 ล้านคนต่อวัน ภายในเดือนมี.. ที่ผ่านมา

2. กลุ่ม Social Media

อย่างที่รู้ดีกันอยู่แล้วว่า รายได้หลักของทั้ง Facebook และ Google มาจากค่าโฆษณาผ่านทาง online platform ของตัวเอง โดยที่อุตสาหกรรมอื่น อย่างเช่น กลุ่มท่องเที่ยว, กลุ่มโรงแรม และกลุ่มสายการบิน ที่ใช้การโฆษณาเป็นจำนวนมาก ต่างได้รับผลกระทบอย่างหนัก ส่งผลให้รายได้หลักของกุล่ม Social media ต้องได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน แต่เนื่องจากโมเดลธุรกิจของกลุ่มนี้ ยังใช้เทคโนโลยี และมีรายได้ผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก คาดว่า ผลกระทบเชิงลบนั้น ยังมีอยู่บ้าง แต่อาจฟื้นตัวได้เร็ว เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น

3. กลุ่ม Entertainment

เมื่อหลายประเทศทั่วโลกมีมาตรการปิด เมืองส่งผลให้ประชาชนอยู่บ้านมากขึ้น ดังนั้นธุรกิจสื่อบันเทิงออนไลน์อย่าง Netflix ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์กันว่า จะมียอดสมาชิกรายใหม่เพิ่มขึ้นถึง 8 ล้านราย ในไตรมาส 1 ปี 63 หรืออย่าง Disney ที่ปรับธุรกิจตัวเองเข้าสู่ video streaming เพื่อกระจายฐานรายได้มากขึ้น หลังซื้อบริษัท Hulu เมื่อปีก่อน

4. E-Commerce

ด้วยช่องทางการขายที่เน้นไปทางออนไลน์ หรือใช้เทคโนโลยีเป็นหลัก ส่งผลให้ธุรกิจประเภทนี้ น่าจะได้รับประโยชน์จากการที่ประชาชนไม่สามารถออกไปซื้อของที่หน้าร้านได้ จึงทำให้มีธุรกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น

ธุรกิจ “อุตสาหกรรมเก่า” ที่โดนหนักสุดในสหรัฐฯ

1. กลุ่มธุรกิจ Airlines

ธุรกิจการบิน เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนักสุดในวิกฤตครั้งนี้ แม้ว่าสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายไปบ้างแล้ว แต่คนจำนวนมากอาจยังไม่กล้าเดินทาง ดังนั้นการลงทุนในกลุ่มนี้ ยังต้องระมัดระวัง แม้ว่าราคาน้ำมันจะตกต่ำ จะช่วยลดต้นทุนสายการบินก็ตาม

2. กลุ่มธุรกิจ Automobile และ Industry

จากยอดขายรถยนต์ในสหรัฐฯ ไตรมาส 1 ปี 63 ลดลงเหลือ 12.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยโรงงานผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่ เช่น Ford, GM, Ferrari และ Tesla ได้ระงับการผลิตชั่วคราว รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการผลิตอย่าง GE แต่ธุรกิจยานยนต์ที่มีพัฒนาก้าวทันนวัตกรรมรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่าง Tesla หรือ GM อาจฟื้นตัวได้เร็วกว่า

3. กลุ่มธุรกิจ Retail

ซึ่งรายได้ของบริษัทค้าปลีก น่าจะได้รับผลกระทบจากการที่หน้าร้านต้องปิดชั่วคราว หลังจากมีมาตรการปิดเมือง แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทที่สามารถปรับตัวได้ เน้นการสร้างยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ น่าจะเป็นตัวช่วยชดเชยรายได้ส่วนหน้าร้านที่ต้องปิดลงชั่วคราว หลังสินค้าของบริษัทกลุ่มนี้ยังจำเป็นต่อผู้บริโภค

4. Healthcare

หลังจากโควิด-19 ได้บรรเทาลง รัฐบาลจากทั่วโลกน่าจะมีการเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมากขึ้น อีกทั้งกลุ่ม Healthcare จะมีบทความสำคัญในการพัฒนาวัคซีน และผลิตยารักษา ส่งผลบวกต่อกำไรของบริษัทกลุ่มนี้ ซึ่งในอนาคตอาจมีธุรกิจการพบแพทย์แบบ Online โดยอาจมีการผ่าตัดด้วยระบบ Virtual ส่งผลการเติบโตของกำไรในระยะยาว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *