พระลีลากำแพง “หลังเข็ม” สุพรรณบุรี

พระกรุ

“พระกำแพงหลังเข็ม” นับเป็นพระลีลาแบบ “ละเวง” อีกสกุลหนึ่ง ที่หันซ้ายแบบพระทุ่งเศรษฐี สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. 1967-1991 (พร้อมกับพระผงสุพรรณ) พบครั้งแรกที่กรุพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ต.รั้วใหญ่ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี เมื่อ พ.ศ. 2456 ต่อมายังพบที่กรุวัดชุมนุมสงฆ์อีกด้วย

“พระกำแพงหลังเข็ม” เนื้อชินกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ลักษณะทรวดทรงเอวองค์บอบบางมีด้วยกัน 2 พิมพ์คือ แบบมีหู กับไม่มีหู พระกรุนี้ส่วนมากผิวจะกลับดำเป็นตีนกา สำหรับของกรุวัดชุมนุมสงฆ์มักจะเป็นพระผิวปรอทขาว (ที่ดำอมเทาก็มี) องค์พระจะใหญ่กว่าของกรุวัดพระศรีมหาธาตุเล็กน้อย พระลีลาสกุลนี้ทุกองค์จะทำเป็นแบบข้างแฉกรัศมี ด้านหลังจะมีเส้นนูนปลายแหลมพุ่งขึ้นสู่ยอดมุมบนขององค์พระที่เราเรียกว่า “หลังเข็ม” ไว้ทุกองค์ พุทธคุณเน้นหนักด้านแคล้วคลาดและคงกระพันชาตรีที่เชื่อถือได้ครับ!
ในกระบวน พระลีลา ที่ปรากฏอยู่ในอาณาจักรพระเครื่องซึ่งเพรียบพร้อมในพุทธศิลปและให้ความอลังการประทับใจยิ่งแล้ว พระลีลาที่ว่านั้นก็เห็นจะไม่มีกรุไหนงามเกินไปกว่าพระของกรุทุ่งเศรษฐีที่กำแพงเพชรเป็นแน่ และรองลงมาก็ต้องยกให้กับพระของเมืองผู้ให้กำเนิดศิลปลีลาแบบนี้ คือที่สุโขทัยนี่เอง
แต่พระเครื่องพิมพ์ลีลาที่ท่าน จะได้ทราบเรื่องราวนี้ หาได้เป็นไปในทำนองที่กล่าวถึงไม่ ความงามจากการลีลาของพระเครื่องที่ผมจะเสนอต่อไปนี้ เป็นพระศิลปแบบลีลาที่ค่อนข้างอิงไปทางเริงระบำรำฟ้อนมากอยู่ แถมด้านหลังยังมีเข็มเป็นเอกลักษณ์ไว้อีกด้วย และนั่นก็คือ…

พระกำแพง หลังเข็ม

การปรากฏพระเครื่องแต่ละเมือง แต่ละกรุนั้น ประมาณได้ว่ากว่า 90% ขึ้นไป ด้านหลัง ของพระเครื่องนั้น ๆ มักจะสร้างเป็นแบบหลังราบ-หลังนูนเปลือยเปล่าที่ปราศจากแบบพิมพ์ไว้เลย แต่ก็มีเชพระเครื่องอีกส่วนหนึ่งที่หลัง ทำแบบเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครเช่น
– ทำเป็นพิมพ์ ๆ สองหน้าประกบกัน
– ทำเป็นหลังมีพระอีกพิมพ์หนึ่งที่ต่างกัน
– ทำเป็นหลังมีหูเจาะรูร้อยเชือกได้
– ทำเป็นหลังรางปืน, หลังลิ่ม, หลังผาน, และหลังเข็ม

ข้อสุดท้ายนี่แหละ คือเรื่องราวที่ผมจะนำเอาพระเครื่องที่มีหลังเป็นเอกลักษณ์อันไม่เหมือนกับใคร และเป็นพระเครื่องพิมพ์ลีลาพิมพ์เดียวที่ด้านหลังปรากฏเป็นแบบนูนปลายแหลมคล้ายกับเข็มมากล่าวถึง ซึ่งจะมีก็แต่เฉพาะที่เมืองสุพรรณเพียงแห่งเดียวเท่านั้น

ว่าด้วยพระเครื่องเมืองสุพรรณโดยเฉพาะ พิมพ์ลีลา ด้วยแล้ว นับว่าศิลปินของเมืองนี้ได้ให้จินตนาการ พิมพ์ ไว้อย่างอ่อนไหว ในลักษณะท่วงทีที่ค่อนข้างแปลกอยู่จนทำให้พระลีลาของเมืองนี้และที่อยุธยาบางพิมพ์ถึงกับถูกขนานนามว่าเป็นพระลีลาสกุล ละเวง ไปเลย และจากมูลเหตุของพิมพ์ที่ให้แบบลีลาไว้ค่อนข้างเกินความจริงเช่นนั้น ต่างก็เล่ากันว่าเพราะช่างอู่ทองและช่างอโยธยา คงจะยึดเอาแบบอย่างจากการเต้นระบำรำฟ้อนของสมัยนั้น มาซ่อนผสมไว้ในศิลปลีลาแบบสุโขทัยจนเกินความจริงไปก็ว่าได้

นอกจากนั้นพระลีลาแต่ละองค์ยังนิยมทำลวดลาย ด้านข้างไว้เป็นส่วนมากด้วย และกว่า 90% ขึ้นไป พระลีลาจากกรุเมืองสุพรรณมักจะนิยมให้แบบฐานที่ประทับยืน ทำเป็นบัวตูมบ้าง, บัวบานบ้าง, บัวกลีบก็มี, หรือทำเป็นบัวฟันปลาก็เคยปรากฏด้วยเช่นกัน ใครที่สงสัยหรือนึกไม่ออกว่าพระเครื่องสุพรรณจะมีลักษณะเช่นนี้ละก้อ ขอให้นึกถึง พระเชยคางข้างกนก ของกรุวัดชุมนุมสงฆ์ หรือไม่ก็พระลีลากรุวัดการ้อง, กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเป็นต้น นับว่าเป็นปฏิบัติการของช่างเมืองสุพรรณที่ฝากฝีมือไว้โดยไม่ซ้ำกันเลย

พุทธลักษณะและที่มาของชื่อพระ

สำหรับพระกำแพง หลังเข็ม หนึ่งในพระลีลาลักษณะต่าง ๆ จากกรุเมืองสุพรรณ ที่ผมจะนำมาเสนอท่านให้รู้จักอยู่นี้นั้น เป็นพระเครื่องที่สร้างด้วยชินเงิน และชินบนตะกั่ว พุทธลักษณะทำเป็นพระลีลาเยื้องก้าวหันไปทางด้านซ้าย และฐานจะปรากฏภาพดอกบัวตูมประมาณ 8 ดอกรองรับพระบาททั้ง 2 ข้างไว้ ส่วนด้านข้างขอบพระทั้ง 2 ข้างจะทำเป็นเส้นซุ้มยอดโค้ง และมีลายขีด ๆ วิ่งขึ้นไปตามขอบทั้ง 2 ข้างนั้นไว้ถี่ยิบทีเดียว

และเมื่อพลิกด้านหลังของพระพิมพ์นี้ดู ท่านก็จะพบกันเส้นนูนซึ่งมีปลายยอดแหลมตั้งฉากตรงปรากฏไว้อย่างเด่นชัดอยู่ที่ด้านหลังนั้น นับเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่แตกต่างกับพระพิมพ์อื่น ๆ คือ หลังดังกล่าวนี้จะไม่ซ้ำกับใครเลย และก็ด้วยเหตุนี้เองพิมพ์นี้จึงถูกขนานนามว่า พระกำแพงหลังเข็ม เพราะด้านหลังของท่านนั้น ดูแล้วก็ช่างคล้ายกับเข็มเอาจริง ๆ ด้วย

นั่นคือลักษณะเฉพาะพิมพ์ของพระกำแพง หลังเข็ม ที่มีสัญลักษณ์ทิ้งไว้ด้านหลังให้เห็นเช่นเดียวกับพระร่วงนั่ง หลังหลิ่ม หรือพระร่วง หลังรางปืน หรือพระสุพรรณ หลังผาน ซึ่งต่างก็มีหลังเป็นเอกลักษณ์เฉพาะองค์โดยไม่ซ้ำกับใครเลย

พระกำแพงหลังเข็ม กรุปฐมฤกษ์

ผมเชื่อว่านักเลงพระส่วนมากนั้น ลงเอ่ยถึงพระผงสุพรรณเข้าละก้อ ถ้าไม่รู้จักหรือไม่เคยเห็นก็ออกจะเชยเอาการอยู่ ที่ผมพูดถึงพระพิมพ์นี้ขึ้นมา ก็อยากจะบอกกับท่านว่าพระกำแพงหลังเข็มพิมพ์นี้ก็ได้ขึ้นจากกรุรวมมากับพระผงสุพรรณในครั้งนั้นด้วยเช่นกัน และนี่เองคือที่มาของกรุปฐมฤกษ์ พระกำแพงหลังเข็ม ซึ่งพบในพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อ พ.ศ. 2456

เรื่องราวการพบพระกำแพง หลังเข็ม จากกรุพระเครื่องที่ใหญ่ยิ่งที่สุดของเมืองสุพรรณที่ในกรุพระปรางค์ใหญ่ของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุครั้งนั้น คงมีหลายท่านได้ทราบกันมาบ้างแล้วจากเรื่อง พระผงสุพรรณ ครั้นจะไม่พูดไว้เลยก็กระไรอยู่ จึงขอสรุปเพื่อทบทวนความจำการพบพระครั้งสำคัญนั้นไว้อีกครั้งพอสังเขปดังนี้

เล่ากันว่าเมื่อ พ.ศ. 2456 ได้มีชาวจีนกลุ่มหนึ่งเข้าไปหักร้างถางพงจับจองที่ดินใกล้ ๆ กับวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเพื่อทำไร่อยู่นั้น ก็เกิดไปพบพระปรางค์องค์ใหญ่เข้า จึงลอบเข้าไปสำรวจทรัพย์สินในองค์พระปรางค์นั้น ก็พบกับพระพุทธรูป, พระเครื่อง, และเครื่องทองโบราณมากชิ้นอยู่ในกรุ ชาวจีนกลุ่มนั้นก็เลยช่วยกันขนพระพุทธรูปและพระเครื่องรวมทั้งเครื่องทองบางส่วนออก ไปให้ชาวบ้านตลาดในเมืองเช่ากันให้เกร่อ ชั่วพักเดียวของก็หมดไป

จากการที่ชาวจีนได้ขนพระแปลก ๆ ไปให้เช่าที่ตลาดเมืองสุพรรณอย่างเปิดเผยนั่นเอง พอผู้คนรู้เรื่องการพบกรุพระเครื่องจากชาวจีนเท่านั้น ต่างก็เฮโลไปที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุกันไม่ขาดสาย ปากทางเข้ากรุซึ่งอยู่ข้าง ๆ พระปรางค์นั้นได้ถูกกระแทกให้กว้างออกไปอีกแล้วที่ไม่กลัวปู่โสมจะเล่นงานเอาต่างก็เฮโลเข้ากรุไปจนแน่นขนัด ข้างคนที่แหวกแมกไม้เข้าไปจนถึงปากกรุแล้วไม่กล้าเข้าก็มากอยู่ ที่กล้าลงไปก็ได้พระขึ้นมาเกือบทุกคน โดยเฉพาะ พระผงสุพรรณ ด้วยแล้ว พวกเล่นขนขึ้นมาแจกกันยังกะว่าเล่นทีเดียว

ครับ กรุพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุแตกครั้งนั้น เขาแจกพระผงสุพรรณยังกะว่าเล่นกันจริง ๆ และนอกจากพระพุทธรูปขนาดต่าง ๆ อย่างมากมายรวมทั้งกับพระผงสุพรรณที่ขึ้นจากกรุนี้แล้วพระกำแพงศอก, พระกำแพงคืบ, พระกำแพงนิ้ว, พระนารายณ์ทรงปืน, พระมเหศวร, พระสุพรรณหลังผาน, พระนาคปรก, พระลีลาพิมพ์ต่าง ๆ รวมทั้งพระแผงและ พระกำแพงหลังเข็ม ก็ได้ขึ้นจากกรุนี้รวมออกมาด้วยเป็นปฐมฤกษ์

พระพุทธคุณ เชื่อถือได้

ก็น่าประหลาดอยู่ เท่าที่ผู้เขียนได้เห็นพระเครื่องประเภทมีด้านหลังเป็นเอกลักษณ์อย่างเช่นพระร่วงหลังรางปืน, พระร่วงหลังลิ่ม, พระสุพรรณหลังผาน, หรือแม้แต่พระกำแพงหลังเข็มที่ท่านกำลังติดตามเรื่องอยู่นี้ก็ตาม ว่ากันในด้านพระพุทธคุณแล้ว พระเครื่องดังกล่าวต่างก็ทรงอิทธิฤทธิ์คล้ายกันมากคือดีทางด้านอยู่ยงคงกระพันและแคล้วคลาดเป็นเยี่ยมทีเดียว เพื่อให้ข้อความดังกล่าวนี้มีน้ำหนักดียิ่งขึ้น ผมก็จะขอนำเอาเรื่องราวเกี่ยวกับพระกำแพงหลังเข็ม ซึ่งได้ให้ประสบการณ์แก่ผู้ใช้มาแล้วดังต่อไปนี้

เรื่องแรกได้เกิดขึ้นกับนายบุญมี เข็มเพชร ชาวบ้านอยู่ที่อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี นายบุญมีผู้นี้นับว่าเป็นผู้สนใจกับพระเครื่อง พอสมควรเมื่อ 5-6 ปีนี้เอง เขาได้พบกับผู้เขียนที่ โมนาลิซ่า หลานหลวงได้เล่าถึงอภินิหารของพระเครื่องหลังเข็ม ให้ฟังว่า…ประมาณ พ.ศ. 2498 เขาได้เข้ามาประกอบอาชีพถีบสามล้ออยู่ที่กรุงเทพฯ วันหนึ่งเขารับผู้โดยสารแล้วเข็นรถ ขึ้นสะพานกษัตริย์ศึกยศเสด้วยความลำบากยากเย็นยิ่ง เพราะผู้โดยสารทั้งสองคนที่นั่งไปนั้นขนาดน้อง ๆ ซูโม่ ซึ่งกว่าเขาจะขึ้นถึงกลางสะพานได้ก็แทบหมดแรงข้าวต้มเอาทีเดียว

และขณะที่เขาพาเอาสามล้อคู่ชีพดิ่งลงจากสะพานนั้นเอง ก็เริ่มรู้ตัวว่าสายเบรกได้ขาดเสียแล้ว เขาทำอะไรก็ไม่ได้เลย เหงื่อแตกท่วมตัว ยอมรับว่าไม่เคยกลัวอะไรมาก่อนเช่นนี้เหลืออย่างเดียวก็คือ มือกำแฮนด์รถไว้แน่นแล้วนึกถึงคุณพระคุณเจ้าที่ห้อยคออยู่ให้ช่วยด้วยเท่านั้นเอง

รถของนายบุญมีได้พุ่งลงจากสะพานกษัตริย์ศึกอย่างรวดเร็วโดยไม่มีเบรก และใกล้ ๆ จะพ้นอันตรายอยู่แล้ว ก็พอดีที่โคนสะพานนั้นได้มีรถโกดังกำลังถอยหลังกลับรถอยู่พอดี ถ้าหลบรถเขาก็คว่ำ หรือไม่หลบก็ชน นายบุญมีจึงเลือกเอาข้อแรกคือหลบ และแล้วทั้งรถทั้งคนก็กลิ้งกันไปคนละทิศคนละทางทันที ผลปรากฏว่าผู้โดยสารระดับหมูสองตัว เอ๊ย, สองคนที่นั่งมานั้นสลบเหมือดเลือดอาบถึงกับต้องส่งโรงพยาบาลไป สำหรับนายบุญมีนั้นนอนดิ้นขลุกขลักอยู่ใต้ตัวถังรถสามล้อ ซึ่งพังบู้บี้ทับอยู่ พอมีคนมาช่วยยกรถออก นายบุญมีกลับลุกขึ้นได้อย่างปาฏิหาริย์ ทั้งเนื้อตัวก็ไม่มีบาดแผลเลย

นายบุญมีกล่าวว่า เขารอดตายครั้นนั้นได้เพราะมีพระกำแพงหลังเข็มและเหรียญหลวงพ่อจาดช่วยไว้ เขาเคยรอดตายแคล้วคลาดมาหลายครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้เขายอมรับว่า เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ทีเดียวครับ…

นี่คือประสบการณ์ที่ยังมีให้ชนรุ่นนี้ได้เห็นนอิทธิฤทธิ์จากวัตถุมงคลของสมัยอยุธยาดังได้กล่าวไปแล้ว แต่อิทธิปาฏิหาริย์จากพระกำแพงหลังเข็มที่ให้ไว้กับชาวสุพรรณเมื่อ 50 กว่าปีแล้ว ยังมีเล่ากันต่อ ๆ มาโดยไม่สิ้นสุด ว่าท่านดีเชื่อถือได้ สามารถป้องกันภัยจากปืน, มีด, ไม้ได้ชงัดยิ่งและยังให้ความแคล้วคลาดได้อีกทางหนึ่งด้วย

โดยอาจารย์ ประชุม กาญจนวัฒน์

ค้นหาภาษาถิ่น
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Search in posts
Search in pages

ความสำคัญของภาษาถิ่น
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี

ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวาง เช่น ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19

“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทางหนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมายังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *