พระนางพญาเสน่ห์จันทน์

พระกรุ

ความจริงแล้วที่สุโขทัยนี้นับว่ายังมีพระเครื่องพิมพ์สำคัญๆ อยู่อีกมากองค์ทีเดียว อย่างเช่น พระลีลาวัดถ้ำหีบ พระร่วงนั่งกรุน้ำ พระวัดทัพเข้า พระวัดป่ามะม่วง พระร่วงตีนโด่ พระกรุแม่ย่า หรือแม้กระทั่ง พระพิมพ์บัว 2 ชั้น ซึ่งมีทั้งชนิดขนาดใหญ่ กลางและเล็กนั้น ถ้ามองในด้านความเหมาะสมแก่การขึ้นคอรวมทั้งพระพุทธคุณที่ดีเยี่ยมแล้ว ก็เห็นจะต้องยกให้กับ “พระนางพญาเสน่ห์จันทน์” ยอดพระเครื่องเนื้อดินเผา อีกพิมพ์หนึ่งที่เพิ่งถูกค้นพบเมื่อไม่นานนี้เป็นแน่ เรื่องราวพระเครื่องที่ว่านี้เป็นอย่างไรก็จะเห็นจะต้องนำท่านไปสู่เป้าหมายของเรื่องได้แล้วครับ

“ชื่อวัด” ที่พัฒนามาแต่โบราณ

ท่านนักเลงพระบางท่านคงจะจำกันได้ว่า เมื่อพ.ศ.2502 นั้น กรมศิลปากรได้ทำการบูรณะโบราณสถานที่จังหวัดสุโขทัยเป็นการใหญ่ โบราณสถานอันเก่าแก่หลายแห่งได้ถูกค้นพบพระพุทธรูปและพระเครื่องบรรจุกรุไว้มากมาย โดยเฉพาะที่วัด “ตาเถรขึงหนัง” หรือ “วัดศรีพิจิตรฯ” นั้น เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรได้พบกรุพระเครื่องที่ยิ่งใหญ่อีดกรุหนึ่ง อันเป็นที่มาของพระพิมพ์นางพญาเสน่ห์จันทน์ ซึ่งผมจะได้กล่าวถึงต่อไป

และก่อนที่ท่านจะได้รู้ว่าพระกรุนี้มีอะไรบ้างนั้น หลายท่านทีเดียวอาจจะสงสัยว่าทำไมชื่อวัดมีตั้งเยอะแยะ แต่ไหงจึงมาเรียกว่า “วัดตาเถรขึงหนัง” กันเช่นนี้ และที่เรียก “วัดศรีพิจิตรฯ” ก็มี ว่ากันให้ยุ่ง 2 ชื่ออย่างนี้ผมเองก็สงสัยอยู่ แต่ก็ขอเดาไว้ก่อนดังนี้ครับ

คำว่า “วัดดาเถรขึงหนัง” ชาวบ้านเขาเรียกกันมาแต่โบราณกาลแล้ว ใครเป็นผู้ตั้งไว้ไม่ทราบ จะให้เดาก็ใช่ที่ แต่มีคนเล่ากันต่อๆ มาว่า วัดร้างเก่าแก่ที่กรมศิลปากรไปบูรณะขุดพบพระนางพญาเสน่ห์จันทน์เข้านี้ เมื่อสมัยโน้นเขาว่าประดาตาเถรทั้งหลายมักจะชอบมานั่งชุมนุมสัมมนากันอยู่ที่วัดนี้เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตาเถรรกลุ่มนี้แกคงอยู่ไม่สุข คงชอบขึงหนังทำกลองตากแห้งอยู่เสมอชาวบ้านก็เลยเรียกกันว่า “วัดตาเถรขึงหนัง” ตั้งแต่นั้นมา

เรื่องของการเรียกชื่อวัด มาตั้งแต่ครั้งโบราณนั้น ต่างเรียกกันแปลกๆ อยู่ และถ้าลงเรียกแล้วชื่อดังกล่าวก็มักจะเป็นเรื่องจริงที่ปรากฏขึ้นกับวัดมาก่อนด้วย อย่างเช่น “วัดลิงขบ” ที่ธนบุรี วัดนี้เมื่อก่อนนั้นเขาเล่าว่า มีลิงมากอยู่ แถมยังดุเอาการด้วยชาวบ้านจึงพากันเรียกว่า “วัดลิงขบ” เช่นนี้ เหมือนกับจะเป็นการเตือนภัยให้รู้ไว้ก่อนกระนั้น เรื่องชื่อวัดฟังแปลกๆ นี้แม้แต่ที่จังหวัดกำแพงเพชรเขาก็มี “วัดตาเถรขี่เกวียน” เหมือนกัน เรื่องก็มาลงเอาว่า วัดนั้นกลุ่มตาเถรทั้งหลายคงจะชอบขี่เกวียนกันมากกว่านั่งหลังควายก็ว่าได้ ชาวบ้านจึงพากันเรียกไว้เช่นนั้น พูดถึงเรื่องตาเถรมากไปก็ดูจะไม่เหมาะเพราะเรื่องออกจะเริ่มยาวไป อีกหน่อยก็ต้องมาลงที่ยายชีอีกเป็นแน่ กลับมาเรื่องของเราต่อไปดีกว่า

ความจริงแล้ว คำว่า “วัดศรีพิจิตรกิรติกัลยาราม” นั้นเขาเรียกกันเป็นทางการมาก่อนคำว่า “วัดตาเถรขึงหนัง” เสียอีก เมื่อเดิมทีผู้เขียนก็เข้าใจว่าวัด “ศรีพิจิตรฯ” นี้เขาคงมาเรียกชื่อกันใหม่ในสมัยนี้ เพราะอาจรำคาญชื่อ “วัดตาเถรขึงหนัง” มากกว่า แต่ก็หาใช่เช่นนั้นไม่ชื่อ “วัดศรีพิจิตรกิรติกัลยาราม” นี้กลับเรียกกันเป็นทางการมาตั้งแต่ครั้งสร้างวัดเสร็จใหม่ๆ ตั้งแต่เมื่อพ.ศ.1946 ของสมัยโน้นกันแล้วครับ!

พระ “นางพญาเสน่ห์จันทน์” เผยโฉม!

การบูรณะโบราณสถานเมื่อ พ.ศ.2502 ที่ “วัดตาเถรขึงหนัง” นั้น เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรได้ขุดพบกรุพระเข้าโดยบังเอิญ และได้สร้างความมหัศจรรย์แก่ผู้อยู่ ณ ที่นั้นยิ่งนัก เพราะเมื่อกรุนั้นถูกเปิดออก หลายคนทีเดียวก็ต้องถึงกับตะลึงงันอยู่กับที่ ด้วยปรากฏว่าภายในกรุ ได้มีกลิ่นหอมอย่างประหลาดโชยอบอวลหอมฟุ้งไปทั่วบริเวณนั้น (เข้าใจว่าก่อนปิดกรุเมื่อสมัยนั้นคงประพรมน้ำอบแป้งหอมกระแจะจันทน์ไว้อย่างมาก กลิ่นนั้นจึงได้อบอวลจนกระทั่งจนปัจจุบัน) จากกลิ่นจรุงใจนี้เอง ยังได้รวมทั้งพระเครื่องที่พบครั้งนั้นก็พลอยมีกลิ่นหอมไปทุกองค์ด้วย

แหละก็ด้วยเหตุนี้กระมัง พระพิมพ์หนึ่ง ซึ่งงามประทับใจที่สุดของกรุนี้ จึงได้ถูกขนานนามต่อมาว่า “พระนางพญาเสน่ห์จันทน์” ซึ่งเป็นพระเครื่องศิลปะสุโขทัยที่งดงามมากอีกพิมพ์หนึ่ง โดยบัดนี้ได้เป็นของหายากและแพงไปแล้ว

พระเครื่องซึ่งพบจากกรุวัดตาเถรขึงหนังครั้งนั้น นอกจากพระนางพญาเสน่ห์จันทน์ ซึ่งมีลักษณะสามเหลียมหน้าจั่ว สูงประมาณ 3.2 ซ.ม. กว้าง 2.5 ซ.ม. นั้น เป็นพระเนื้อดินเผาได้ขึ้นจากกรุมาหลายร้อยองค์แล้ว นอกจากนั้นปรากฏว่ามีพิมพ์พระเชตุพน พระเปิดโลก และพระแผงอีกหลายแบบได้รวมอยู่ในกรุนี้ด้วย

ส่วนคำว่า “นางพญาเสน่ห์จันทน์” เราก็พอจะเดาได้ว่า คงเอาประสบการณ์วันเปิดกรุมาเป็นชื่อของพระซึ่งมีกลิ่นหอมที่โชยมานั้นก็ว่าได้ แต่ที่เรียกพระพิมพ์นี้เป็นพระ “นางพญา” นั้นก็เพราะเป็นพระนั่งที่มีลักษณะสามเหลี่ยมซึ่งจัดอยู่ในสกุลพระ “นางพญา” อีกองค์หนึ่งนั่นเอง ส่วนองค์ต้นสกุลก็คือ “พระนางพญา” กรุวัดนางพญาที่จังหวัดพิษณุโลก

พุทธลักษณะ สี และการตัดปีกข้าง

พระเครื่องพิมพ์ “นางพญาเสน่ห์จันทน์” พุทธลักษณะเป็นพระปางมารวิชัย นั่งขัดราบบนฐานเขียง อยู่ภายในกรอบสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ลักษณะองค์พระค่อนข้างอวบอัด พระพักตร์ป้อมด้วยศิลปะแบบสุโขทัย รายละเอียดต่างๆ จะปรากฏอยู่กับพิมพ์นี้ไว้อย่างอลังการเต็มอิ่มและเพียบพร้อมด้วยอารมณ์ทีเดียว

“พระนางพญาเสน่ห์จันทน์” พระเครื่องซึ่งมีชื่ออันไพเราะประทับใจดังกล่าวนี้ จะมีแต่ชนิดที่สร้างเป็นเนื้อดินผสมว่านกับผงเกสรหอมเท่านั้น เนื้อค่อนข้างร่วนแก่ดินซึ่งมีทั้งกรวดทรายผสมอยู่ก็มาก (พระพิมพ์นี้จึงหักง่าย) พระบางองค์ยังมีคราบรักน้ำเกลี้ยงกับชาดทาทับไม้ไว้ก็มี สำหรับคราบที่ติดผิว (หมายถึงพระเครื่องที่ยังไม่ได้ผ่านการใช้) จะปรากฏฝ้าขาวนวลจับอยู่ตามซอกทั่วไปเกือบทุกองค์ และที่ด้านหลังขององค์พระส่วนมากจะมีลายมือประทับติดอยู่ด้วย

สำหรับสีของนางพญาเสน่ห์จันทน์ จะมีแต่เฉพาะสีเหลือง สีแดง สีเขียว และสีอมดำ เท่านั้น ส่วนขนาดกว้างยาวของพิมพ์นี้จะมีทั้งชนิดใหญ่และเล็ก ซึ่งความจริงแล้วองค์พระนางพญาเสน่ห์จันทน์จะมีขนาดเดียว การที่เป็นชนิดใหญ่และเล็กนั้นก็ขึ้นอยู่กับการตัดปลีกให้กว้างจนดูใหญ่ หรือตัดปีกชิดจนดูเล็กไปเท่านั้นเอง แต่ถ้าดูองค์พระแล้วจะเท่ากันหมดทุกองค์ ในปี พ.ศ.2502 กรมศิลปากรได้เปิดกรุวัดพิจิตรฯ สุโขทัย ให้ประชาชนเช่าบูชาด้วยราคาถึงองค์ละ 60 บาท (ระยะเวลานั้นนับว่าเป็นราคาที่แพงมาก)

ปัจจุบันนี้พระนางพญาเสน่ห์จันทน์ หาใช่พระราคาถูกอย่างแต่ก่อนนั้นแล้วก็หาไม่ และนี่ก็คือหนึ่งในพระยอดนิยมของเมืองสุโขทัยอีกพิมพ์หนึ่ง ที่งดงามบริสุทธิ์และอิ่มในศิลปแบบสุโขทัยอย่างประทับใจแก่ผู้พบเห็นอยู่มิลืมเลือน

ค้นหาภาษาถิ่น
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Search in posts
Search in pages

ภาษาถิ่น เป็นภาษาย่อยที่ใช้พูดจากันในท้องถิ่นต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากการใช้ภาษาเพื่อการสื่อความหมาย ความเข้าใจกันระหว่างผู้คนที่อาศัยอยู่ตามท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่งอาจจะแตกต่างไปจากมาตรฐาน หรือภาษาที่คนส่วนใหญ่ของแต่ละประเทศใช้กัน และอาจจะแตกต่างจากภาษาในท้องถิ่นอื่นทั้งทางด้านเสียง คำและ การใช้คำ

ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่มีลักษณะเฉพาะ ทั้งถ้อยคำ และสำเนียง ภาษาถิ่นจะแสดงถึงเอกลักษณ์ ลักษณะความเป็นอยู่ และวิถีชีวิตของผู้คน ในท้องถิ่นของแต่ละภาค ของประเทศไทย บางทีเรียกว่า ภาษาท้องถิ่น และหากพื้นที่ของผู้ใช้ภาษานั้นกว้างก็จะมีภาษาถิ่นหลากหลาย และมีภาษาถิ่นย่อย ๆ ลงไปอีก

ภาษาถิ่น แบ่งได้เป็น 4 ถิ่นใหญ่ ๆ คือ ภาษาถิ่นกลาง ภาษาถิ่นเหนือ ภาษาถิ่นอีสานและภาษาถิ่นใต้

ภาษาถิ่นกลาง
ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในบางจังหวัดของภาคกลาง เช่น เพชรบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี นครปฐม อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในจังหวัดเหล่านี้ มีสำเนียงพูดที่แตกต่างกันออกไป จะมีลักษณะเพี้ยนเสียงไปจากภาษากลางที่เป็นภาษามาตรฐาน

ภาษาถิ่นเหนือ
หรือภาษาถิ่นพายัพ (คำเมือง) ได้แก่ ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในบางจังหวัดของภาคเหนือตอนบน หรือภาษาในอาณาจักรล้านนาเดิม มักจะพูดกันมากในจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย พะเยา ลำปาง น่าน ลำพูน ตาก แพร่ เป็นต้น

ภาษาถิ่นอีสาน
ภาษาถิ่นอีสานของประเทศไทยมีลักษณะใกล้เคียงกับภาษาที่พูดที่ใช้กันในประเทศลาว แต่ภาษาอีสานก็ยังถือว่าเป็นภาษาถิ่นของภาษาไทย ภาษาถิ่นอีสานมีภาษาถิ่นย่อยหลายภาษา ได้แก่ ภาษาที่ชนกลุ่มใหญ่ในภาคอีสานใช้พูดจากัน ซึ่งใช้สื่อสารอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคอีสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น สกลนคร หนองคาย นครพนม ขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด เลย ชัยภูมิ มหาสารคาม กาฬสินธุ์ เป็นต้น

ภาษาถิ่นใต้
ได้แก่ ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคใต้ของประเทศไทย ลงไปถึงชายแดนประเทศมาเลเซีย รวม 14 จังหวัด เช่น ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต พัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช เป็นต้น และบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภาษาถิ่นใต้ ยังมีภาษาถิ่นย่อยลงไปอีก เป็นภาษาถิ่นใต้ ภาคตะวันออก เช่น ภาษาถิ่นที่ใช้ใน จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ตรัง สตูล ภาษาถิ่นใต้ตะวันตก เช่น ภาษาถิ่นที่ใช้ในจังหวัดกระบี่ พังงา ระนอง สุราษฎร์ธานีและชุมพร และภาษาถิ่นใต้สำเนียงเจ๊ะเห เช่น ภาษาถิ่นที่ใช้ในจังหวัดนราธิวาส และ ปัตตานี ในแต่ละภาคก็จะมีภาษาถิ่นใต้ เป็นภาษาถิ่นย่อยลงไปอีก เช่น ภาษาถิ่นระนอง ภาษาถิ่นภูเก็ต ภาษาถิ่นพัทลุง ภาษาถิ่นสงขลา เป็นต้น ภาษาถิ่นย่อยเหล่านี้อาจจะมีเสียง และคำที่เรียกสิ่งเดียวกันแตกต่างกันออกไป

ภาษาถิ่นตะวันออก
วิเศษ ชาญประโคน (2550, หน้า 40-41) ได้กล่าวถึง ภาษาถิ่นตะวันออกว่าเป็นภาษาย่อย ที่ใช้พูดจากัน ในท้องถิ่นตะวันออกมี ระยอง จันทบุรี ตราด เป็นต้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *