พระท่ามะปราง สุโขทัย

พระกรุ

ดังและเด่นเป็นพระอันดับ 1 สำหรับพระเนื้อชินซึ่งอยู่ในสกุลนี้ ก็ต้องยกให้กับ พระท่ามะปราง เมืองกำแพงเพชร ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมกันอยู่ขณะนี้…แต่เด่นเพราะยังไม่ดังก็เห็นจะได้กับพระท่ามะปรางกรุเมืองสุโขทัย ซึ่งผมกำลังนำมาคุยกับท่านผู้อ่านเป็นครั้งแรก เพื่อให้ดังและจะได้เป็นที่รู้จักกันต่อ ๆ ไปดังนี้ครับ

พระท่ามะปราง สุโขทัยแตกกรุ

ถอยหลังกลับไปเมื่อประมาณ พ.ศ. 2435 ที่วัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย ได้ถูกคนร้ายลอบเข้าไปเปิดกรุได้พระเครื่องและพระพุทธรูป ออกจากกรุไปเป็นพัน ๆ องค์ทีเดียว

การพบพระเครื่องจากกรุวัดมหาธาตุที่สุโขทัยในครั้งนั้น ปรากฏว่าจากจำนวนพระเนื้อชินทั้งหมดนั้นก็ได้มีพระพิมพ์ท่ามะปรางรวมขึ้นมาด้วยกว่า 200 องค์ขึ้นไป แต่ในจำนวนพระเหล่านั้นก็ต้องเป็นพระเครื่องที่ชำรุดมากถึง 50% เพราะถูกสนิมกินอย่างรุนแรงเช่นเดียวกับพระร่วงนั่งกรุน้ำ ซึ่งก็ถูกสนิมกินจนผุกร่อนจนยากที่จะรักษาให้หายได้ ผลสุดท้ายเมื่อถึงปัจจุบันนี้ เราจึงไม่มีโอกาสได้พบกับพระท่ามะปรางกรุวัดมหาธาตุไว้เลย นอกเสียจาก พิมพ์ เท่านั้น ที่เราจะทราบได้ก็เพราะเป็นพิมพ์เดียวกับของ วัดเจดีย์สูง ซึ่งท่านจะได้ทราบดังต่อไปนี้

เมื่อพระท่ามะปรางดังกล่าวได้สูญพิมพ์จากกรุปฐมฤกษ์ไป ก็คงเหลือ แต่คำพูดของนักเลงพระมือเก่าที่ได้เล่ากันต่อ ๆ มา จนกระทั่งถึงปลายปี พ.ศ. 2501 ก็ได้มีคนร้ายลอบเข้าไปในกรุของ วัดเจดีย์สูง เปิดกรุขนพระเครื่องออกมาได้เพียงเล็กน้อย แล้วก็ต้องรีบหลบหนีตำรวจไป ทั้ง ๆ ยังมีพระเครื่องอีกมากมายในกรุนั้น พระที่ได้ออกมาเพียงเล็กน้อยในครั้งนั้น ได้มีพระท่ามะปรางพิมพ์เอก ซึ่งเป็นพิมพ์เดียวกับของวัดมหาธาตุขึ้นมาด้วยเพียง 30 กว่าองค์เท่านั้น

จนกระทั่งถึงปลายปี พ.ศ. 2508 จากปากทางเก่าของกรุของวัดเจดีย์สูงซึ่งได้เคยถูกเปิดมาแล้วครั้งหนึ่ง ก็ได้ถูกคนร้ายอีกกลุ่มหนึ่งทำการย้อนรอยเปิดกรุซ้ำที่เดิมนั้นอีกครั้งและคราวนี้คนร้ายทำการประสบความสำเร็จ ได้ทั้งพระเครื่องและพระพุทธรูปขึ้นจากกรุออกมาอีกหลายพันองค์

นอกจากพระเครื่องพิมพ์เปิดโลก ซึ่งมีชื่อเสียงมากกับพระนางพญาแขนอ่อนสุโขทัย รวมทั้งพระแผงอีกหลายพิมพ์ที่ได้จากกรุแล้ว พระท่ามะปราง ก็ได้เผยโฉมออกมาอีกครั้ง ด้วยพุทธลักษณะที่งดงามผิวปรอทขาววาววับโดยมีถึง 4 ขนาดและนอกจากจะเป็นพระชนิดเนื้อชินมากเกือบถึง 2000 องค์แล้ว ยังปรากฏว่าชนิดเนื้อดินก็มีรวมขึ้นมาด้วย แต่ก็ไม่เกิน 300 องค์เท่านั้น

พระท่ามะปรางสุโขทัยจากกรุวัดเจดีย์สูงนี้ ภายหลังยังมีขึ้นที่กรุ วัดเจดีย์งาม อีกเช่นกัน แต่ก็เป็นชนิดเนื้อดินผสมผงเพียง 50 กว่าองค์เท่านั้น และจากการที่ขาดความงามลงไปนั่นเอง พระท่ามะปรางกรุนี้จึงไม่เป็นที่สนใจของนักเลงพระระยะนั้นเลย

พุทธลักษณะและศิลปะ

คำว่า พระท่ามะปราง นี้ หมายถึงพระเครื่องที่อยู่ในลักษณะสามเหลี่ยมทรงชะลูด แต่ปีกด้านข้างซ้ายและขวาจะขยักเว้าไว้ 3 ขยัก องค์พระจะประทับนั่งปางมารวิชัย ประทับอยู่บนฐานบัวเม็ดไข่ปลาซึ่งจะมีบัวเล็บช้างอีก 5 กลีบรองรับเป็นฐานล่างไว้อีกชั้นหนึ่งด้วย จึงจะเรียกกันว่าพระท่ามะปราง

ส่วนต้นสกุลพระท่ามะปรางทั้งหมดนั้นเข้าใจว่า พระท่ามะปราง ของกรุ วัดท่ามะปราง ที่พิษณุโลกนี่แหละ คือกรุปฐมกำเนิดของพระสกุลนี้ เพราะนอกจากวัดจะมีอายุสูงมากแล้ว การเรียกชื่อพระพิมพ์นี้ก็ยังต้องเรียกว่า พระท่ามะปราง มาตั้งแต่ครั้งสมัยรัชกาลที่ 5 หรือเมื่อคราวเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีนำทหารไปปราบเงี้ยวจน เงี้ยวต้องทิ้งปืน เพราะความเกรียงไกรในอิทธิฤทธิ์ของ พระท่ามะปราง ในครั้งนั้นแล้ว คำว่า พระท่ามะปราง จึงค่อยมีผู้รู้จักกันดีขึ้น

พระท่ามะปรางกรุวัดเจดีย์สูง ของเมืองสุโขทัย เป็นพระเครื่องศิลปแบบสุโขทัยที่ให้ความอลังการไว้สมกับ พิมพ์ ยิ่งนัก ถึงพิมพ์จะตื้นกว่าพระเมืองกำแพงเพชร หรือพิษณุโลกก็ตามความเป็นเอกลักษณ์ของพระกรุนี้ก็อยู่ในขอบเขตที่นักเลงพระจะพึงสังเกตได้ง่ายดายที่สุด

ว่ากันในอาณาจักรพระเครื่องแล้วไม่ว่าพระท่ามะปรางกรุไหน ๆ ก็ตาม พิมพ์ของพระท่ามะปรางก็จะคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ดังได้กล่าวไปแล้ว แต่ในด้านความงามสำหรับพระพิมพ์นี้ ต่างก็มีอิทธิพลแสดงออกโดยจะไม่เหมือนกันเลย ในทัศนะส่วนตัวของผู้เขียนแล้วผมเชื่อว่า จะไม่มีพระเครื่องพิมพ์ใดที่อยู่ในทรงกรอบสามเหลี่ยมจะบรรเจิดอลังการไปกว่าพระพิมพ์ ท่ามะปราง นี้ เห็นจะยากนัก

ครับ, เห็นจะจริงทีเดียว เพราะถ้าลงเป็นพิมพ์ท่ามะปรางแล้วไม่ว่าเป็นพระกรุไหนเมืองใด หรือจะเป็นเนื้อชนิดไหนก็ตาม รับรองว่าพระสกุล ท่ามะปราง เป็นต้องงามทุก ๆ กรุแน่ ๆ ครับ

ขนาดและเนื้อของพระ ท่ามะปราง

ท่านก็ได้ทราบถึงพุทธลักษณะของพระท่ามะปรางผ่านไปแล้ว หวังว่าคงจะไม่ปล่อยไก่เรียก พระท่ามะปราง เป็น พระนางพญาท่ามะปราง เข้าอีกละจะเชยแหลก…..สำหรับพระท่ามะปรางกรุวัดเจดีย์สูงซึ่งพบที่จังหวัดสุโขทัยนั้น จะมีถึง 4 ขนาดด้วยกันดังนี้

1. พิมพ์ใหญ่ ขนาดวัดได้ 2.2 คูณ 3.5 ซ.ม.

2. พิมพ์กลาง ขนาดวัดได้ 2 คูณ 3.2 ซ.ม.

3. พิมพ์เล็ก ขนาดวัดได้ 1.9 คูณ 2.9 ซ.ม.

4. พิมพ์จิ๋ว ขนาดวัดได้ 1.8 คูณ 2.8 ซ.ม.

พระท่ามะปรางเนื้อชินเงินนอกจากจะได้รับความนิยมกันมากแล้ว พระเนื้อนี้ก็ยังมีขึ้นมาจากกรุมากที่สุดด้วย ส่วนประเภทเนื้อดินผสมผง เนื้อค่อนข้างหยาบ และจากการที่ขาดความงามลงไปมากด้วยนั่นเอง ก็เลยทำให้พระเนื้อดินนี้ไม่ได้อยู่ในความสนใจของนักเลงพระเท่าใดนัก

ด้านหลังของพระเครื่องพิมพ์นี้ส่วนมากหลังจะโค้งเป็นแอ่ง กับจะมีลายผ้าอยู่ด้วยที่ทำเป็นชนิดหลังต้นไว้ก็มี เรื่องของพระพิมพ์ท่ามะปรางนี้ถึงเราจะรู้กันดีแล้ว ก็เชื่อว่าอีกมากท่านทีเดียวอาจแยกพระสกุลนี้ไม่ได้แน่ เพราะพระท่ามะปรางแต่ละกรุแต่ละเมืองนั้นลักษณะของศิลปจะคล้ายกันก็จริงอยู่ แต่พุทธลักษณะขององค์พระกับขนาดหรือเนื้อนั้นจะไม่เหมือนกันเลย

พระท่ามะปรางจากกรุเมืองต่าง ๆ

เพื่อให้เรื่องนี้ได้ชัดแจ้งออกไป ผมจึงจะขอแนะนำเอาพระท่ามะปรางจากกรุเมืองต่าง ๆ มากล่าวสรุปเป็นเปรียบเทียบไว้ดังต่อไปนี้

· พระท่ามะปรางกรุวัดเจดีย์สูง จ. สุโขทัย เป็นพระปางมารวิชัยเนื้อชินเงินผิวปรอทขาว ประทับนั่งแบบเข่าใน พระพักตร์จะเรียวเล็ก แต่พระเศียรจะโตกว่าลายละเอียดทั่วไปชัดเจนดี แต่พิมพ์จะตื้นกว่าจนพลอยให้ความงามต้องลดไปอย่างเห็นได้ชัด ส่วนเนื้อดินของกรุนี้นั้นไม่เอาไหนเลยในด้านความสวย

· พระท่ามะปรางกรุวัดสี่อิริยาบถ จ. กำแพงเพชร เป็นพระปางมารวิชัยแบบเข่าใน นับว่าเป็นพระเนื้อชินที่มีผิวปรอทขาววาววับกว่าทุกกรุ ยิ่งในด้านความงามด้วยแล้ว พระท่ามะปรางของเมืองกำแพงเพชรจัดว่างามเป็นเอกและพิมพ์ลึกเป็นพิเศษอีกด้วย จึงเป็นที่นิยมกันมากจนทำให้ราคาเช่าสูงกว่าพระท่ามะปรางเมืองอื่น ๆ พระกรุนี้เป็นพระที่นับว่ามีลายละเอียดให้เห็นกันอย่างครบถ้วนทีเดียว

· พระท่ามะปรางกรุวัดดมหาธาตุ จ.พิษณุโลก พระกรุนี้องค์พระจะเล็กกว่าและประทับนั่งปางมารวิชัยแบบเข่าในเช่นเดียวกันกับพระกรุอื่น ๆ ดังได้กล่าวไปแล้ว ปีกสองข้างจะตัดขยักเว้าไว้อย่างเด่นชัด องค์พระงามลึกกว่าของกรุสุโขทัย นับเป็นพระเนื้อชินและดินที่งามมากของเมืองพิษณุโลกทีเดียว แต่ก็เห็นทีจะหาชมได้ยากอีกเช่นกัน

· พระท่ามะปรางกรุวัดเจดีย์ยอดทอง จ.พิษณุโลก พระกรุนี้จะประทับนั่งปางมารวิชัยแบบเข่าในจะมีทั้งชนิดเนื้อชินและดิน พุทธลักษณะองค์พระจะต้องเตี้ยและงามลึกมากอย่างจงใจ แต่ในด้านศิลปแล้วกลับเป็นรองกว่าหลายกรุที่พบในเมืองพิษณุโลกทั้งหมด เพราะเป็นพระศิลปแบบอู่ทอง

· พระท่ามะปรางกรุวัดสตือ จ. พิษณุโลก พระท่ามะปรางกรุนี้ นับว่าแปลกและจะไม่เหมือนกับพระท่ามะปรางวัดอื่น ๆ ในจังหวัดพิษณุโลกเลย ข้อแรกคือจะเป็นพระนั่งปางมารวิชัย แบบเข่านอก ซึ่งไม่เหมือนกับใครเลย ข้อสองนั้นเนื้อจะแก่ผงอ่อนนุ่มทั้งยังมีสีแปลกด้วย ข้อเสียก็คือ 80% พระกรุนี้จะขาดความงามบนพระพักตร์อย่างไม่น่าจะเป็นไปได้

· พระท่ามะปราง กรุวัดท่ามะปราง จ. พิษณุโลก พระกรุนี้แหละครับที่เราเข้าใจว่าอาจเป็นพระกรุต้นสกุลของพระท่ามะปรางมาก่อนก็ได้ พุทธลักษณะพระท่ามะปรางซึ่งมีชื่อตรงกับวัดนี้ เป็นพระปางมารวิชัยแบบเข่าใน องค์พระประทับนั่งปางมารวิชัยทรงยืดชะลูด พระพักตร์โตเป็นแบบผลมะตูม พระท่ามะปรางกรุนี้จะด้อยในด้านความงามกว่าเพราะพระทุก ๆ องค์เนื้อชินจะถูกสนิมกินผุกร่อน ทั้งผิวก็จะดำทุกองค์ด้วย พุทธคุณโด่งดังมากจนถึงกับได้รับการขนานนามว่า เงี้ยวทิ้งปืน ซึ่งโด่งดังมาจนบัดนี้

ผมขอให้ข้อแตกต่างระหว่างพระท่ามะปรางที่สำคัญ ๆ บางกรุไว้แต่เพียงนี้ก่อน คุยมากนักเดี๋ยวจะลืมของกรุสุโขทัยไป ความจริงพระพิมพ์นี้ยังมีที่กรุวัดราชบูรณะอยุธยาด้วยที่กรุเพชรบูรณ์ก็เคยปรากฏ และที่กรุเมืองสุพรรณบุรีก็มีหลายพิมพ์ด้วยเช่นกัน

เรื่องพระในสกุลท่ามะปรางนี้คุยกันได้อีกนานก็ยังไม่จบ ไว้ท่านผู้อ่านมีท่าว่าจะลืมเรื่องนี้เมื่อใดแล้วผมก็จะนำมาคุยกับท่านอีกกันต่อไปในโอกาสหน้า

ของปลอม, ราคาเช่า, และพุทธคุณ

คราวนี้ก็มาถึงของพระท่ามะปรางที่ทำปลอมกันบ้าง อันที่จริงแล้ว พระท่ามะปรางกรุสุโขทัยนี้ ถึงจะมีการทำปลอมกันก็ไม่มากนัก เพราะจัดเป็นพระท้ายขบวนที่บรรดา ผี มักจะไม่ค่อย สน เท่ากับพระท่ามะปรางกรุเมืองกำแพงเพชรเลย ผมจึงจะขอเล่าเรื่องนี้ไปเลย แต่ก็ต้องขอกระซิบไว้ว่าถ้าจะมีการเช่ากันละก้อ พระท่ามะปรางเมืองกำแพงเพชรที่นิยมกันมากนักนั่นแหละ จัดเป็นพระเครื่องที่มีการทำปลอมกันไว้มากที่สุด มากกว่าของจริงและมากกว่ากรุใดในอาณาจักรพระเครื่องทีเดียว

สำหรับราคาเช่า พระกรุสุโขทัยของวัดเจดีย์สูงนี้ ว่ากันตั้งแต่ พ.ศ. 2505 เมื่อหลังกรุแตกแล้วเพียงไม่กี่ปี ราคาการเช่าพระท่ามะปรางกรุนี้ที่สนามพระกรุงเทพจะหาเช่าได้เพียงองค์ละไม่เกิน 30 บาท พ.ศ. 2510 ราคาจะขึ้นบ้างก็ไม่เกินองค์ละ 100 บาท จนกระทั่งถึง พ.ศ. 2515 จะเช่าได้ในราคาองค์ละ 150-300 บาท แต่เมื่อถึง พ.ศ. 2518-19 นี้แล้ว พระท่ามะปรางกรุวัดเจดีย์สูง กลับหายไปจากตลาดพระเครื่องถึงขนาดหาชมได้ยากยิ่งนัก เมื่อเป็นเช่นนี้ราคาการเช่าก็ย่อมพุ่งขึ้นไปอีกเป็นของธรรมดา หากจะมีใครนำพระกรุนี้มาเสนอต่อท่านผู้อ่านด้วยราคาเช่าองค์ละ 500 ถึง 800 บาท และไม่เก๊ซะอย่างละก็ได้โปรดรีบเช่าไว้ได้เลยครับ และยิ่งเป็นขณะนี้ด้วยแล้ว ลงเป็นพระงาม ๆ เสียอย่าง องค์ละ 3000 บาทขึ้นไปก็เคยมีผู้เช่าไปแล้วครับ

พระท่ามะปรางกรุเมืองสุโขทัยนี้ นับว่าเป็นพระเครื่องที่เยี่ยมอีกองค์หนึ่ง พระพุทธคุณการใช้มิได้ยิ่งหย่อนไปกว่าของเมืองพิษณุโลก หรือของเมืองกำแพงเพชรเลย

เมื่อเร็ว ๆ นี้เอง คุณสมพร บุญรังสรรค์ เขาได้เล่าให้ผมฟังว่า เมื่อประมาณ พ.ศ. 2504 ญาติที่เมืองสุโขทัยได้ฝากพระเครื่องเนื้อชินพิมพ์ท่ามะปรางนี้ลงมาให้เขาไว้ถึง 3 องค์ เขาเห็นพระก็ชักจะชอบแต่ก็ไม่ค่อยแน่ใจในเรื่องพระพุทธคุณของพระท่ามะปรางเท่าใดนัก พอวันหนึ่งเห็นปลอดลูกเมียเขาก็นิมนต์หลวงพ่อเอาใส่เข้าไปในปากปลาช่อน แล้วจากนั้นก็จ้วงฟันด้วยมีดดาบอันคมกริบอย่างไม่ยั้ง

เขาจ้วงฟันปลาช่อนตัวนั้นซ้ำ ๆ กันถึง 3 ครั้ง แต่ก็ไม่ปรากฏบาดแผลจากปลาช่อนตัวนั้นเลยและเมื่อส่งให้แม่ครัวขอดเกล็ดปลานั้นดูอีกครั้งจึงปรากฏรอยแดงช้ำให้เห็นอยู่ถึง 3 รอยที่หลังปลาช่อนตัวนั้นอย่างเห็นได้ชัด

อีกรายหนึ่งได้กับ คุณสุทัศน์ สุดวิวัฒน์วงศ์ ซึ่งเป็นช่างทาสาเรืออยู่ที่บางคอแหลม ถนนตก กรุงเทพฯ เขาเล่าให้ฟังว่าเมื่อ 20 กว่าปีมาแล้วขณะที่เขารับจ้างทาสีเรือของฝรั่งอยู่นั้น ได้พลาดตกลงมาจากท้ายเรือซึ่งขึ้นคานอยู่สูงถึง 6 เมตร พร้อม ๆ กันนั้นศีรษะยังไปฟาดกับขอบบ่อที่เป็นคอนกรีตเข้าอีกโครมใหญ่ ถึงกับสลบแน่นิ่งไปเลย

คุณ สุทัศน์ ถูกส่งโรงพยาบาลทันทีและได้รับการเยียวยาจนฟื้นคนสติมาอีกครั้ง ผู้ที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดและเพื่อน ๆ ของเขาต่างก็พากันแปลกใจมาก เพราะทั้งศีรษะและตามเนื้อตัวของคุณสุทัศน์ไม่มีบาดแผลให้เห็นเลย แม้กระทั่งกระโหลกศีรษะที่เขาล้มฟาดกับขอบบ่อคอนกรีต เมื่อเอ็กซเรย์ดูแล้วก็ไม่มีปรากฏแม้แต่รอยร้าว

การที่คุณสุทัศน์รอดตายมาอย่างปาฏิหาริย์ได้นั้น ก็เพราะพระเครื่องที่เขาพกใส่กระเป๋าเสื้อไว้เพียง 2 องค์คือ พระท่ามะปรางกรุวัดเจดีย์สูง กับ พระขรัวอีโต้ลอยน้ำ เท่านั้นเอง

สรุปผลในด้านพระพุทธคุณของพระเครื่องพิมพ์ท่ามะปราง จากสุโขทัยนี้แล้ว จะมีดีทั้งด้านคงกระพันและแคล้วคลาด นับว่าเป็นพระเครื่องที่ได้รับการเชื่อถือได้อีกพิมพ์หนึ่งซึ่งกำลังได้รับความนิยมอยู่ในวงการขณะนี้แล้วครับ

อาจารย์ ประชุม กาญจนวัฒน์

ความสำคัญของภาษาถิ่น
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี

ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวาง เช่น ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19

“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทางหนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมายังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *