พระปิดตา แร่บางไผ่

พระกรุ

นับว่าเป็นพระปิดตาเพียงพิมพ์เดียวที่ใช้ แร่เหล็ก ถลุงเทหลอมเป็นองค์พระและเป็นพระเครื่องพิมพ์เดียวที่ผู้สร้างและองค์พระอยู่ในระดับ รุ่นพี่ โดยมีอายุเหนือกว่า พระปิดตาวัดทอง กับ พระปิดตาวัดหนัง ซึ่งเป็นพระปิดตาประเภทเนื้อโลหะที่มีชื่อเสียงในระดับแนวหน้าด้วยกัน นั่นก็คือ พระปิดตาแร่บางไผ่ อดีตยอดขุนพลพระปิดตาซึ่งเคยครองความเกรียงไรอันดับ 1 มาแล้วนานแสนนาน

นนทบุรี เมืองที่คนดียังไม่สิ้น

หลายๆ จังหวัดทีเดียว ที่ต่างก็มีของดีเป็นดาวประดับเมืองมาจนทุกวันนี้ โดยไม่เหมือนกัน จังหวัดนนทบุรี ก็เป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่พบปฏิมากรรมของขลังอันมีชื่อไว้มากทั้งของกรุและของเกจิอาจารย์ผู้แกร่งกล้าอาคมเป็นสำคัญมา ดังเช่นที่ วัดเชิงท่า วัดเก่าแก่ซึ่งสร้างกันตั้งแต่สมัยอยุธยานั้น เมื่อเปิดกรุจากเจดีย์ ก็พบพระพุทธรูปและพระเครื่องมากพิมพ์ แม้แต่ พระขุนแผนเคลือบ ที่สร้างในสมัยพระนเรศวรมหาราช ก็ยังพบอยู่ในกรุวัดเชิงท่า นี้ด้วย ส่วนที่วัด เฉลิมพระเกียรติ ซึ่งสร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์นี้ ก็ได้มีผู้เปิดกรุพบพระพิมพ์สมเด็จฯ มากพิมพ์เป็นจำนวนมาก และอีกมากวัดทีเดียวที่ชาวเมืองนนท์ยังเชื่อว่าปฏิมากรรมของขลังของเมืองนี้จะมีอยู่ตามกรุวัดอื่น ๆ อีกมากเช่นกัน

นนทบุรี นับเป็นแหล่งรวมพระคณาจารย์ที่เก่งกล้าไว้มากพอ ๆ กับที่กรุงเทพฯฝั่งธนบุรีทีเดียว และนับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เรื่อยมาจนถึงรัชกาลปัจจุบันนี้ พระเครื่องรางของขลังแต่ละวัดที่บรรดาเกจิอาจารย์สร้างขึ้นมานั้น ต่างก็ได้แสดงผลงานให้ประจักษ์แก่สายตาสานุศิษย์ปรากฏไว้อีกมากวัดทีเดียว เช่น พระแร่บางไผ่ของหลวงปู่จัน, พระปิดตาของหลวงปู่เอี่ยม, พระเครื่องของหลวงปู่เผือก, พระปิดตาบางม่วงของหลวงพ่อเกิด, พระปิดตาเนื้อแร่ของหลวงพ่อชื่น และพระเครื่องของ พระอาจารย์สมภพ แห่งวัดสาลีโข ซึ่งกำลังดังมากในขณะนี้

นับตั้งแต่สมัยอยุธยามาแล้ว หลายพระอาจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านคาถาอาคมต่างก็มักใช้เวลาว่าง เล่นแร่แปรธาตุ เป็นงานอดิเรก เป้าหมายของผู้เล่นแร่แปรธาตุกันในครั้งนั้นต่างก็มุ่งถลุงแร่ต่าง ๆ เพื่อจะให้เป็นทองคำ มีใครทำการสำเร็จบ้างหรือไม่ ก็ยังไม่เคยมีผู้ใดประกาศชัยชนะให้รู้ไว้เลย ถึงกระนั้นการเล่นแร่ดังกล่าวนี้ก็ยังได้นิยมแปรธาตุกันต่อมาอีกจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์นี้ด้วย

อย่างเช่น อาจารย์ ทับ วัดอนงค์ฯ ท่านนับว่าเป็นผู้หนึ่งที่ชอบเล่นแร่แปรธาตุมือฉกาจทีเดียว เขาว่าท่านใช้แร่หลายชนิดนำมาถลุงรวมกันเพื่อจะให้เป็นทองคำ…แต่แทนที่เนื้อแร่จะเป็นสีเหลืองเป็นทอง เนื้อนั้นกลับเป็นสีเหลืองอมเขียวคล้ายปีกแมลงทับไปในที่สุดท่านก็เลยนำเนื้อนั้นมาหลอมหล่อใหม่เป็นพระเครื่องบ้าง, ลูกอมบ้าง แล้วประจุคาถาอาคมเป็นของขลังให้ลูกศิษย์ลูกหาไว้ใช้จนกระทั่งโด่งดังขลังอยู่ทุกวันนี้

ว่าด้วยการเล่นแร่แปรธาตุนี้ ที่นนทบุรีก็มีพระอาจารย์นิยมแปรธาตุอยู่เช่นกัน และยังเล่นมาก่อนอาจารย์ทับเสียอีก อาจารย์องค์ที่กล่าวถึงนี้เป็นใคร…อยู่ที่วัดใด…และเชี่ยวชาญอาคมขนาดไหนนั้น เราจะได้รู้กันต่อไปนี้แหละครับ

หลวงปู่ จัน แห่งวัดโมลี

เกือบจะพูดได้ว่าจังหวัดนนทบุรีในสมัยรัชกาลที่ 4 แล้วต่อเลยมาถึงต้นสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น ที่นนทบุรีก็ได้มีเสียงลือกระฉ่อนกัน ถึงเรื่องมีอาจารย์องค์หนึ่งท่านยิ่งใหญ่เกรียงไกรในคาถาอาคมไม่แพ้ชาวบางกอก ซึ่งมีสมเด็จฯผู้ยอดอัจฉริยะอยู่ที่วัดระฆังโฆสิตารามคอยช่วยบำบัดทุกข์และให้ความอบอุ่นแก่ชาวบางกอกในระยะนั้น ด้วยพระสมเด็จพิมพ์ ชิ้นฟัก ซึ่งเพียบแปล้ในพุทธาคมยิ่ง

พระอาจารย์ที่นนทบุรีผู้นั้นก็คือ หลวงปู่จัน แห่ง วัดโมลี ซึ่งมีลูกศิษย์ล้นหลามและโด่งดังมากเกี่ยวกับการสร้าง พระเครื่องด้วยแร่, แร่จากบางไผ่ที่ขุดการจากเมืองนนท์นั่นเอง แต่ก่อนอื่นเราจะขอนำท่านไปรู้จักกับอารามสำคัญของหลวงปู่จัน กันเสียก่อนแล้วจากนั้นค่อยรู้ถึงชีวิตของท่านต่อไป

วัดโมลี หรือชื่อเดิมเรียกว่า วัดใหม่สุวรรณโมลี นั้น อารามนี้ตั้งอยู่ที่ตำบล บางรักใหญ่ อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี จากชาวบ้านแถบนั้นไม่มีใครรู้ถึงการกำเนิดของวัดนี้แน่นอนได้เลย แม้กระทั่งหนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิง หลวงปู่เผือก ได้พิมพ์ไว้เมื่อ พ.ศ. 2510 ซึ่งพอจะเก็บเป็นหลักฐานได้บ้างนั้น พ.จ.อ. ชื้น จุลพันธ์ ผู้เรียบเรียงประวัติวัดโมลี ก็ยังกล่าวไว้แต่เพียงสั้น ๆ และเป็นการ ประมาณ กันไว้เท่านั้นผู้เขียนจึงขอสรุปนำมากล่าวโดยย่อไว้ดังนี้

วัดโมลีสร้างในรัชกาลที่ 3 ประมาณ พ.ศ. 2369
– ผู้สร้างวัดชื่อ เถื่อน ต่อมาได้อุปสมบทและเป็นเจ้าอาวาสองค์แรก อยู่ได้ไม่กี่ปีก็ลาสิกขาบทไป
– เจ้าอาวาสองค์ที่ 2 ชื่อ แก้ว อยู่จนถึงแก่มรณภาพ
– เจ้าอาวาสองค์ที่ 3 ชื่อ จัน เป็นพระอาจารย์ผู้เรืองเวทย์สร้างพระแร่มีชื่อเสียงมาก ได้อยู่วัดนี้จนถึงแก่มรณภาพ
– เจ้าอาวาสองค์ที่ 4 ชื่อ รุ่ง อยู่จนถึงแก่มรณภาพ
– เจ้าอาวาสองค์ที่ 5 ชื่อ แสง อยู่ไม่นานก็ลาสิกขาบทไป
– ตำแหน่งเจ้าอาวาสได้ว่างอยู่ 2-3 ปี ต่อเมื่อถึง พ.ศ. 2460 จึงได้หลวงปู่พระราชปรีชามุนี ซึ่งนิมนต์มาจากสำนักวัดระฆังโฆษิตารามมาเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 6 ต่อไป หลวงปู่ได้เป็นเจ้าอาวาสจนถึง พ.ศ. 2509 ก็ถึงมรณภาพ
– และปัจจุบัน มหาเปลื้อง ได้เป็นเจ้าอาวาสแห่งวัดโมลีองค์ที่ 7 ต่อมา

ผู้เขียนคาดว่า ถ้าหากประมาณใน พ.ศ. 2369 วัดได้กำเนิดในระยะนี้จริงแล้ว เจ้าอาวาสองค์แรกก็คงครองวัดได้เพียงประมาณ 5-6 ปีเป็นอย่างมาก แล้วก็ลาสิกขาบทไปส่วนเจ้าอาวาสแก้วเขาก็ลือกันว่าท่านมาเป็นเจ้าอาวาสเมื่ออายุมากแล้ว การครองวัดคงไม่เกิน 20 ปี เมื่อเป็นเช่นนี้ หลวงปู่จัน ซึ่งเข้ามารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโมลีองค์ที่ 3 คงจะอยู่ในราว พ.ศ. 2395 เป็นแน่

กล่าวกันว่าหลวงปู่จัน ได้ธุดงค์จากเขมรเข้ามาเมืองไทยจนเข้ารับตำแหน่งเจ้าอาวาสนั้น ประมาณอายุได้ 40 ปีแล้ว ท่านแกร่งกล้าในอาคมยิ่งนัก เมื่อครองวัดต่อมาก็ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูอยู่ถึง พ.ศ. 2437 จนถึงแก่มรณภาพ รวมอายุท่านได้ 82 ปีและเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดโมลีถึง 42 พรรษา

ผู้เขียนประมาณไว้เช่นนี้ก็เพราะ คุณวิรัช ไมตรีพิศาล ซึ่งเคยมีเลือดเนื้อเชื้อไขเป็นชาวเมืองนนท์มาก่อน ได้เล่าให้กับผู้เขียนฟังว่า… ปู่จ้อย เคยบอกเรื่องเกี่ยวกับพระอาจารย์จันองค์นี้ให้กับคุณพ่อของผมฟังเมื่อ 10 กว่าปีแล้ว ตอนนั้นท่านยังเป็นเด็กอายุเห็นจะไม่เกิน 10 กว่าขวบ บ้านอยู่ท้องนาใกล้กับวัด พวกเด็ก ๆ พอรู้ว่า หลวงพ่อท่านจะทำพิธีปลุกพระให้กระโดออกจากบาตรได้ ก็พากันไปดูอยู่เสมอ ท่านว่าหลวงพ่อองค์นี้ผิวคล้ำเป็นคนแข็งแรงแต่ใจดี ปู่จ้อยผู้เล่าเรื่องนี้ระยะนั้นท่านมีอายุถึง 90 ปี และได้สิ้นชีวิตไปเสียแล้วเมื่อ พ.ศ. 2505 นี่เอง

เมื่อเป็นเช่นนี้การประมาณของผู้เขียนก็คงไม่ผิด เพราะอย่างน้อยก็เป็นที่รู้กันทั่วเมืองอยู่ก่อนแล้วว่า หลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูงท่านยังอายุอ่อนกว่าหลวงปู่จันหลายปีทั้งนี้ท่านผู้อ่านจะได้ทราบรายละเอียดจากตอนต่อไป

หลวงปู่จัน เป็นใครมาจากไหน

คราวนี้เริ่มใกล้เรื่องราวของแร่ศักดิ์สิทธิ์เข้ามาแล้ว แต่ต้องไปรู้จักผู้สร้างเสียก่อน ว่าท่านไปมาอย่างไร ถึงได้มาเป็นเจ้าอาวาสอยู่ วัดโมลี เรื่องนี้ท่าน อาจารย์สาย แห่งวัดบางพลัดใหญ่ ได้กรุณาเล่าให้ฟังว่า เมื่อสมัยรัชกาลที่ 4 ได้มีพระธุดงค์ 2 องค์เป็นชาวเขมร องค์หนึ่งเก่งทางหมอรักษาโรคส่วนอีกองค์เก่งทางคาถาอาคม พระทั้ง 2 นี้ท่านออกธุดงค์จาริกแสวงบุญ มาจากเมืองเขมรและมาพักอยู่ที่วัดบางลัดใหญ่ก่อน ภายหลังชาวบ้านแถบนั้นได้เห็นความเก่งกล้าของท่านเข้า ก็เก็บไปร่ำลือกันทั่วย่านคลองนั้น จนกระทั่งต่อมา วัดโมลี ขาดเจ้าอาวาสลง ชาวบ้านจึงได้พากันมานิมนต์ให้ท่านไปครองตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดนั้นต่อไป ผู้ที่รับเป็นเจ้าอาวาสครั้งนั้นได้กับพระองค์ที่เก่งทางอาคม ส่วนองค์ที่เก่งทางหมอท่านขอตัว เพราะต้องกลับไปเขมรอีกครั้ง

พระที่เก่งทางอาคมนั้น ก็คือหลวงปู่จันนั่นเอง และหลวงปู่องค์นี้แหละที่นักนิยมพระเครื่องทุกระดับต่างก็รู้จักกันดีในนามของผู้ให้กำเนิดการสร้างพระด้วยแร่เหล็ก ซึ่งได้เป็นที่โด่งดับกันมาจนปัจจุบันนี้

สมัยนั้นเมื่อ พูดถึงพระอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญที่ลือเลื่องเกรียงไกรกันแล้ว ที่เมืองนนท์ก็เห็นจะได้กับ หลวงปู่จัน นี่แหละ เขาว่าท่านเก่งในเรื่องคาถาอาคมจนสามารถล่องหนย่นระยะทางได้อย่างมหัศจรรย์ บรรดาชายชาตรีในย่านบางบัวทองและจากหลายคุ้งน้ำของเมืองนนท์ ต่างก็ได้พากันไปลงกระหม่อม, สักตามตัว, อาบว่าน, และก็ไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์เพื่อการอยู่ยงคงกระพันกันมากหลาย ฝ่ายที่เป็นหญิงก็มักจะไปขอตะกรุดสาลิกา มหานิยมจากท่านไปใช้ได้ผลขลังดีนัก

หลวงปู่จัน สามารถบำบัดทุกข์แห่งความหวาดกลัวได้อย่างน่าพิศวงก็คือ ภัยอันเกิดจากการรบกวนของภูตผีปีศาจ ที่คอยหลอกชาวบ้านอยู่เสมอท่านก็สามารถปัดเป่าไล่ผีไปได้อย่างปฏิหาริย์ หลวงปู่จันผู้นี้เก่งกล้าในวิชาอาคมขลังจนถึงกับกล่าวกันว่า วันดีคืนดีท่านมักจะถ่ายเทวิชาลงสู่หนังควายผืนใหญ่ จนหนังแผ่นนั้นย่อเหลือเพียงชิ้นเล็กแล้วปล่อยให้ลอยสู่อากาศไป เขาว่ายามนั้นใครเคราะห์หามยามร้ายก็อาจถูกหนังอาคมดังกล่าววิ่งเข้าสู่ท้องได้อย่างหมดทางช่วย เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เขาว่าอีกนั่นแหละ ว่าถ้าผู้เก่งกล้าในเรื่องคาถาอาคมท่านใด ถ้าไม่มีการปล่อยวิชาออกไปเสียบ้างก็ว่าได้ ด้วยเหตุนี้เขาจึงนิยมปฏิบัติกันยิ่งถ้าเป็นชาวเขมรด้วยแล้ว สมัยนั้นเรามักจะได้ยินเรื่องเช่นนี้อยู่บ่อยครั้งทีเดียว

หลวงปู่จัน มิใช่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญแต่เรื่องคาถาอาคมอย่างเดียวเท่านั้นก็หาไม่การเล่นแร่แปรธาตุก็เป็นงานอดิเรกที่ท่านชอบค้นคว้าเรื่องอยู่เสมอ งานของท่านจะเกิดผลอย่างใดบ้างผู้เขียนไม่ทราบชัด แต่ที่แน่นอนก็คือท่านได้พบแร่เหล็กชนิดหนึ่งซึ่งมีชุกชุมอยู่ในย่านตำบล บางไผ่ เป็นส่วนมาก เขาว่าพอท่านมีเวลาว่างก็ออกตระเวรขุดแร่นำไปถลุงเพื่อแปรเปลี่ยนเป็นชนิดอื่นแต่ก็ไม่เป็นผล

ภายหลังท่านจึงค้นพบว่า แร่ชนิดนั้นมีคุณค่าวิเศษเทียบได้เท่ากับ เหล็กไหล ซึ่งซ่อนความศักดิ์สิทธิ์ในด้านมหาอุตม์คงกระพันอยู่ในตัวของแร่ชนิดนั้นอยู่แล้วได้อย่างประหลาด (แร่ชนิดเดียวกันนี้เคยมีปรากฏอยู่มากที่ในย่านวัดพริบพลีเมืองเพชร ซึ่งบรรดาพระอาจารย์ครั้งสมัยโบราณมักนิยม มาขุดแร่ในย่านนั้นไปผสมรวมกับเนื้อโลหะอื่น ๆ เพื่อสร้างเป็นพระเครื่องกันไว้มาก) ท่านจึงได้แนวความคิดขึ้นมาใหม่ นั่นก็คือการนำแร่ชนิดนั้นมาสร้างเป็นองค์พระเครื่องขึ้นโดยเพิ่มพลังมหาอุตม์ ซึ่งมีอยู่เป็นทุนเดิมแล้วในนั้นแร่นั้น ให้มีอิทธิปาฏิหาริย์ยิ่งขึ้นด้วยพุทธาคมของท่าน และนี่เองคือที่มาของพระเครื่อง พิมพ์ภควัม ที่สร้างด้วยเนื้อแร่เหล็ก แต่ตกแตก ซึ่งเคยปรากฏเป็นข่าวเรียวกราวมาแต่ครั้งนั้น และพุทธคุณก็โด่งดังมาจนกระทั่งทุกวันนี้ด้วย

เบื้องหลังการพบ แร่วิเศษ

ก็เป็นอันรู้กันแล้วว่า พระแร่บางไผ่ ได้กำเนิดขึ้นมาด้วยความคิดอันเฉียบแหลมของหลวงปู่จัน แต่เมื่องานสร้างพระเครื่องจะเริ่มขึ้นอย่างจริงจัง ปฏิบัติการที่ว่านี้ก็ต้องเกือบล้มเหลวไปเพราะจู่ ๆ แค่ซึ่งเคยพบมากในย่านบางไผ่นั้น ก็เกิดหายไปอย่างปฏิหาริย์ การสร้างพระด้วยแร่วิเศษดังกล่าวจึงต้องชะงักไปชั่วคราว

ผู้เขียนได้มีโอกาสสอบถามเรื่องนี้กับท่าน พระครูนนทปัญญาภรณ์ แห่งวัดเสาธงหิน อำเภอบางใหญ่ ซึ่งท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่ปัจจุบันนี้ ได้กล่าวกับผู้เขียนว่า หลวงปู่จันองค์นี้นอกจากท่านจะเป็นพระคณาจารย์ผู้เลิศด้วยอาคมยิ่งในระยะนั้นแล้ว ท่านก็ยังเป็นนักธรณีวิทยาที่ใช้อำนาจทางจิตสามารถรู้แหล่งทางเดินของแร่ได้เก่งอีกด้วย คนเก่า ๆ แถวบางไผ่ได้เล่าให้ฟังว่า แร่ดังกล่าวที่หายไปนั้นหลวงพ่อเชื่อวาคงไม่หนีจากเมืองนนท์ไปแน่ ๆ ในวันต่อมาท่านจึงนั่งเรือพายออกไปสำรวจตามคลองบางใหญ่จนเกือบครึ่งวัน จึงพบแร่วิเศษนั้นอยู่ปลายคลอง ซึ่งอยู่ในที่ตำบล บางคูลัด พอดี

เขาว่าหลวงปู่จันท่านต้องการที่จะขุดเอาเนื้อแร่แท้ ๆ ใต้พื้นดินนั้น แต่ก็ไม่พบเนื้อแท้ของแร่เลย นอกเสียจากเศษขี้แร่ผุดกองเกลื่อนอยู่ในย่านบางคูลัดนั้นเป็นอันมาก เรื่องนี้ท่านถึงกับบ่นกับศิษย์ผู้พายเรือให้ ท่านนั่งไปในวันนั้นว่า …เจ้าแร่ตัวนี้คงจะเป็นผู้แน่ มันถึงออกหากินไปไกลนัก จับตัวมันไม่ได้ก็เอาขี้ไปเลี้ยงก่อนก็ยังดี…

ท่านว่าของท่านอย่างนั้น จะเย้าศิษย์เล่นหรือพูดจริง ๆ ฟังดูแล้วนั้นก็ให้ชอบกลอยู่เพราะเราที่รู้ ๆว่าแร่ธาตุโลหะต่าง ๆ มันจะมีชีวิตหรือแบ่งเพศได้นั้นเห็นจะเป็นไปไม่ได้แน่ แต่เรื่องทำนองนี้ผู้เขียนได้เคยสนทนากับท่านเจ้าอาวาสวัดพริบพลีหยิบให้ชมนั้นแล้ว ช่างเป็นแร่ตัวเมียที่ออกจะเหมือนกับแร่ตัวผู้ของทางเมืองนนท์ที่ หลวงปู่จัน ได้นำไปสร้างพระ แร่บางไผ่ เสียจริง ๆ จึงทำให้คิดเลยไปว่า ถ้าหากแร่ 2 ตัวนี้เกิดเป็นแฟนกันเข้าละก้อ มันคงเดินทางไปมาหาสู่กันไกลโขทีเดียว และการที่แร่ตัวผู้ทางเมืองนนท์หายไปบ่อย ๆ หาตัวไม่ค่อยพบก็คงจะเหตุนี้กระมัง

กลับมาคุยเรื่องการจับแร่มาสร้างพระกันต่อไปดีกว่า จากการที่หลวงปู่จันหาตัวแร่ไม่พบท่านจึงได้ขนเศษขี้แร่ใส่เรือกลับไปวัด ประมาณครึ่งลำเรือ และเศษขี้แร่ดังกล่าวนี้เอง ท่านผู้เฒ่าแถบคลองบางใหญ่กล่าวกันว่า ท่านได้นำไปใส่ตุ่มเรียงรายไว้ข้างกุฏิ แล้วใส่น้ำคาวปลาเน่าสาดเลี้ยงจนก้อนแร่เหล่านั้นงอกออกมาเป็นสนิมแดงจับหุ้มหนาและกลายเป็นก้อนใหญ่ขึ้นรวดเร็วได้อย่างประหลาด

การสร้างพระ องค์ต่อองค์

สมัยนี้โลกเจริญรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเราเด็ก ๆ เคยนอนดูพระจันทร์ดวงโตสุกใสเหมือนเทพเจ้าแห่งความปราณีผู้ใหญ่มักจะกล่อมเด็ก ๆ ว่า จันทร์เอ๋ย จันทร์จ้าว ขอข้าว ขอแกง ขอแหวนทองแดง ให้ลูกข้าใส่…

เดี๋ยวนี้เราไม่ต้องส่งจินตนาการอะไรกับดวงจันทร์อีกแล้ว เพราะมนุษย์ไปถึงดวงจันทร์ได้ เช่นเดียวกันการสร้างปฏิมากรรมของขลัง สมัยนี้เขาแกะแม่พิมพ์เพียงชุดเดียว แล้วใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง เราก็ได้พระเครื่องออกมาเป็นร้อย ๆ องค์ แต่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อครั้งสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นระยะเดียวกับที่ หลวงปู่จัน ได้เริ่มสร้างพระเครื่องด้วยเนื้อแร่วิเศษเป็นครั้งแรก เช่นทำเป็นแบบพระนั่งปางต่าง ๆ กับพระปิดตาแบบง่าย ๆ ด้วยเนื้อแร่ดังกล่าว แต่พิมพ์ทั้งหมดนั้นจะไม่เหมือนกับพระแร่บางไผ่ที่นิยมกันทุกวันนี้ ทั้งไม่มีความงามเอาเลยด้วย การสร้างพระเครื่องของหลวงปู่จันต่างกับสมัยนี้มาก ด้วยสมัยนั้นเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการทำพระยังไม่เจริญพอ ปฏิบัติการจึงต้องเต็มไปด้วยเทคนิค และมักจะเกิดจากฝีมือของเกจิอาจารย์นั้น ๆ ด้วยตัวท่านเอง เช่นพระแร่บางไผ่นี้กล่าวกันว่า หลวงปู่จัน จะปั้นพิมพ์ได้เพียงวันละไม่เกิน 5 องค์ เอรวบรวมพิมพ์ได้พอสมควรก็จะทำการเทเป็นองค์พระเสียครั้งหนึ่งซึ่งแต่ละครั้งจะได้พระก็เพียง 50-60 องค์เท่านั้น เมื่อเทียบกับสมัยนี้แล้วนับว่าเป็นรองกันมากทีเดียว จริงเท็จประการใดประเดี๋ยวท่านก็จะทราบจากเรื่องต่อไปนี้

หมอแพ ท่านผู้เฒ่าย่านคลองบางใหญ่ ซึ่งปัจจุบันนี้ยังมีชีวิตอยู่ได้กล่าวถึงการสร้างพระแร่บางไผ่ไว้ว่า ก้อนขี้แร่ที่หลวงปู่เก็บเอามาเลี้ยงไว้นั้น พอได้กำหนดท่านก็จะกะเทาะสนิมออกเป็นก้อนเล็กเท่าหัวนิ้วโป้ง แล้วให้ลูกศิษย์ตำจนละเอียดผสมกับน้ำมันปลา จนเห็นว่าเข้ากันดีแล้วก็นำไปถลุงเผาเพื่อให้น้ำหนักลด จนบางครั้งแร่ที่ถูกถลุงอยู่นั้นถึงกับระเบิดหายไปในอากาศก็มี…

กล่าวกันว่าหลวงปู่จันได้สร้างพระด้วยเนื้อแร่เช่นนี้ ท่านเริ่มต้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2425 เวลาที่เสียไปมากคือการปั้นแบบด้วยเทียน ซึ่งจะได้พระเครื่องเพียงองค์เดียวต่อแบบหนึ่งแบบเท่านั้น เพราะหุ่นทำด้วยเทียนซึ่งถ้าโดนความร้อนเข้าก็จะทำลายตัวเองทันที เมื่อความร้อนจากแร่ที่ถูกเทเข้าเบ้าหลอมซึ่งเป็นดินหุ้มเทียนไว้ชั้นใน

ปฏิบัติอันคร่ำครึล้าสมัยเช่นนี้ ถึงแม้จะช้าไม่ทันการ แต่องค์พระก็สำเร็จออกมาได้อย่างเต็มฝีมือ และยากนักที่ช่างสมัยนี้จะถอยหลังเข้าคลองปฏิบัติเยี่ยงนั้นได้อีก ทั้งนี้ก็เพราะ…
1.พระแร่บางไผ่ที่ทำออกมาเช่นนี้พระเกือบทุกองค์จะไม่มีตะเข็บด้านข้างเลย
2.พระแร่บางไผ่ทุกองค์ อักขระยันต์ด้านหลังมักจะซ้ำกันแต่จะไม่อยู่ในตำแหน่งเดิม และเส้นตัวยันต์ก็จะไม่เท่ากันเลยอีกด้วย

วิธีสร้างพระด้วยหุ่นเทียนที่สลายตัวเองแบบ ตัวเป็นตัวตาย ได้เพียงองค์ต่อองค์เช่นนี้ แต่ละเกจิอาจารย์จะต้องเชี่ยวชาญและมีความรู้พิเศษ และต้องใช้ความเพียรในการสร้างหุ่นกันมากจึงจะทำพระแบบนี้ได้ และวิธีการเช่นนี้แหละ ที่พระครูทับแห่งวัดทอง กับหลวงปู่เอี่ยมแห่งวัดหนัง ก็ได้ไปศึกษาวิธีการสร้างจาก หลวงปู่จัน และได้นำมาปฏิบัติกันอีกทอดหนึ่งเมื่อภายหลังหลวงปู่จันได้สิ้นไปแล้ว ทั้งนี้เราจะสังเกตได้ว่า ทั้งพระครูทับและหลวงปู่เอี่ยมก็เคยสร้างพระปิดตาด้วยเนื้อแร่ไว้เหมือนกัน และนอกจากนั้นเราพบกับ พระกริ่ง ที่ทำด้วยเนื้อแร่เหล็กไว้ก็หลายแบบด้วย แต่เป็นของหายากเพราะทำไว้น้อยนั่นเองเราจึงไม่ค่อยได้เห็นกัน

แร่บางไผ่ ดีเท่า เหล็กไหล

การสร้างพระด้วย แร่ ของหลวงปู่จันนั้น ชาวเมืองนนท์หลายท่านได้ให้ข้อคิดไว้ว่า การสร้างพระโดยใช้แร่เป็นเนื้อนี้ ครั้งแรกหาได้กำหนดแบบที่แน่นอนลงไม่ เช่นทำเป็นพระนั่ง, พระยืน, หรือทำเป็นแบบพระกริ่ง, แบบปิดตา, ปิดทวาร, หรือแม้กระทั่งแบบพระสังกัจจายน์ก็มีสร้างไว้ พระแต่ละองค์สูงพอกับพระวัดหนังพิมพ์ตุ๊กตาล้มลุก หรือพอ ๆ กับพระกริ่งวัดสุทัศน์ กล่าวกันว่าพระพิมพ์พิเศษที่ว่านี้สร้างไว้ไม่มากนัก ซึ่งเข้าใจว่านั่นเป็นการทดลองในระยะเริ่มต้นของท่านมากกว่า เช่นเดียวกับพระเครื่องของสมเด็จพระพุฒาจารย์โต ที่มีสร้างเป็นพิมพ์พิเศษไว้นั่นแหละ

ทำไมจึงเรียกพระปิดตาของหลวงปู่จันว่า พระแร่บางไผ่ คำถามเช่นนี้ก็น่าจะสงสัยอยู่ว่าทำไมถึงเรียกชื่อกันเช่นนั้น ทั้งนี้เพราะวัดก็อยู่ บางบัวทอง ทั้งแร่ก็ไปขนมาสร้างพระกันจาก ตำบลบางคูลัด เมื่อเป็นเช่นนี้ก็น่าจะเรียกพระนั้นว่า แร่บางบัวทอง หรือไม่ก็ แร่บางคูลัด จะได้ไม่ต้องมากังขาอะไรกันอีกต่อไป แต่ที่เขาเรียกว่า แร่บางไผ่ มาก่อนผู้เขียนเกิดแล้วนั้น เขาก็คงเรียกไม่ผิดแน่ ซึ่งทั้งนี้ถ้าท่านได้สังเกตข้อเขียนของผมแต่ตอนแรกแล้ว ท่านก็คงจะตีไข่ในปัญหานี้แตกแน่ก็เพราะ ก่อนที่หลวงปู่จันจะมาสร้างพระด้วยเนื้อแร่นั้น ท่านได้ไปขนแร่มาจาก ตำบลบางไผ่ ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอเมืองของจังหวัดนนทบุรีนั่นเอง ท่านไปถลุงเพื่อแปรธาตุให้เป็นทองคำอยู่ก่อนแล้ว เมื่อการเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุ ให้เป็นทองคำนั้น เมื่อทำไม่สำเร็จ ท่าน ๆ ได้นำแร่ส่วนที่เหลือมาทดลองสร้างเป็นพระ แล้วต่อมาพระนั้นจึงเรียกว่า พระแร่บางไผ่ กำเนิดขึ้นมาอยู่ในทำเนียบพระเครื่องแล้วด้วยประการฉะนี้

และการที่พระแร่บางไผ่ของหลวงปู่จัน ได้เกรียงไกรยิ่งใหญ่เทียบแปล้ไปด้วยอาคมอันขลังที่ประจุไว้อย่างครบถ้วนแล้ว เนื้อที่สร้างองค์พระนั้นยังประกอบขึ้นด้วยแร่เหล็กอันวิเศษ ซึ่งเทียบได้เท่ากับ เหล็กไหล แร่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีความคงกระพันชาตรีและดีด้านมหาอุตม์อยู่ในตัวได้อยางมหัศจรรย์อยู่ก่อนแล้วด้วย

ถึงตรงนี้ก็อยากจะกระซิบกันไว้สักหน่อย เกี่ยวกับเรื่อง เหล็กไหล นี้ ถ้าหากท่านผู้ใดสนใจอยากจะรู้กันให้ถึงแก่นกันละก้อ รีบหาหนังสือ เหล็กไหล ซึ่งพนมเทียน เป็นผู้เขียนอ่านเสียก่อน เพราะเพิ่งจะมีการเปิดเผยกันอย่างละเอียดลออเป็นครั้งแรก โดย วิชิต ตรีชอบ เป็นผู้เล่าเรื่อง มันอย่าบอกใคร และได้ความรู้อย่างเกินค่าทีเดียวครับ

ทีนี้ก็วกเข้ามาคุยกันถึงเรื่องพระแร่บางไผ่กันต่อไปได้แล้ว…หลวงปู่จัน ท่านเป็นชาวเขมร ฉะนั้นศิลปที่ปรากฏจากพระของท่านมักจะอาศัยเค้าพระปิดตาของเขมรมาเป็นหลัก และก็จะไม่ตรงกับพระวัดใดเลย เช่น พระแร่บางไผ่ จะนิยมแบบค่อนข้างแบน มียันต์เป็นหลักใหญ่อย่างเป็นระเบียบโดยเน้นหนักอยู่ด้านหลัง ส่วนพระปิดตาของวัดหนังที่นิยมกันมากได้กับพิมพ์ยันต์ยุ่งพิมพ์ประกบและพิมพ์พิเศษ ส่วนสัดของพระออกจะหนากว่าแร่บางไผ่เล็กน้อย แต่มียันต์เน้นหนักอยู่ทั้งหน้าและหลังเป็นพระเนื้อสัมฤทธิ์เงินผิวกลับดำซึ่งนับว่ามีปฏิบัติการที่ประณีตกว่าแร่บางไผ่มากอยู่ แต่ความอลังการยังไม่เท่าพระวัดทอง ของพระครูทับ เนื้อเป็นสัมฤทธิ์เงินผสมแร่ และยิ่งได้พูดถึงศิลปจากองค์พระปิดตาของวัดนี้แล้ว ก็ยิ่งนับว่าเป็นเลิศที่สุดอีกด้วย ทั้งการวางยันต์ก็เป็นระเบียบเรียบร้อยดี

ถึงอย่างไรก็ตาม พระแร่บางไผ่ของหลวงปู่จัน เมื่ออดีตนั้นนับว่าเป็นเลิศอยู่อันดับ 1 เป็นพระยอดนิยมในขบวนการพระปิดตามหาอุตม์ทีเดียว พระแร่บางไผ่ พุทธลักษณะเป็นอย่างใด มีอะไรที่พิสดารขนาดไหน ผู้เขียนจะขอสรุปและขอนำท่านไปรู้จักกับพระแร่บางไผ่กันต่อไป ณ บัดนี้

ความยิ่งใหญ่ของ หลวงปู่จัน

ก็เป็นอันว่า ท่านผู้อ่านก็คงจะทราบถึงความเป็นมาของพระเครื่องพิมพ์ปิดตาที่หลวงปู่จันทำไว้เป็นอย่างดีแล้ว หลวงปู่จัน พระเกจิอาจารย์ผู้ยิ่งยงจากเขมรองค์นี้ ท่านมิใช่จะมีแต่ในด้านการสร้างพระเครื่องก็หาไม่ ผู้เขียนได้โอกาสคุยกับชาวเมืองนนท์อีก 2 ท่าน คือ นายประยงค์ ลอประเสริฐ และ นาย เซี่ยมบุ้น แซ่ฉั่ว นักเลงพระ ต่างก็ได้เล่าเรื่องราวซึ่งได้ฟังต่อจากผู้เฒ่าอีกหลายท่าน ที่ได้รู้เห็นเรื่องนี้ด้วยตนเองมาเล่าให้ฟังว่า…

อันของขลังของหลวงปู่จัน อาทิเช่น น้ำมนต์, ตะกรุด, ผ้ายันต์, และของอื่น ๆ อีกหลายอย่างนั้นได้เป็นที่รู้จักกันดีว่า ของหลวงปู่ท่านขลังชะงัดนัก แต่ของดังกล่าวนี้ก็ยังดังไม่เท่ากับ น้ำมันงา ที่ลูกศิษย์ลูกหาของท่านิยมกันมาก

เพียงเอ่ยถึง น้ำมันงา ของหลวงปู่จันเข้าเท่านั้น แม้คนเมืองนนท์สมัยนี้ก็ต้องรู้จักกันดีว่าน้ำมันของท่านวิเศษเพียงไหน แต่พวกเขาก็ต้องร้องว่า ช่างหายากจริง ๆ

ระหว่างเมื่อประมาณ พ.ศ. 2425นั้น เล่ากันว่าเป็นระยะหนึ่งที่เหล่าสานุศิษย์และคนจากเมืองอื่นได้พากันไปหาหลวงพ่อเพื่อให้ลงกระหม่อมกันมากเป็นพิเศษ แถมตอนขากลับยังขอ น้ำมันงา ของหลวงปู่ติดมือใส่ขวดไปไว้ใช้อีกด้วย

อัน น้ำมันงา ของหลวงปู่จันนี้ ผู้เฒ่า เจิม มากสุข นับเป็นอีกผู้หนึ่งที่ยืนยันว่าเมื่อครั้งแกยังเป็นหนุ่มหล่อเหลาเอาการอยู่ สมัยนั้นพอจะออกจากบ้านไปไหนก็ตามแกยอมรับว่าทุกครั้งเป็นต้องเสกน้ำมันงาของหลวงปู่ ทาผ้าลูบผมก่อนออกจากบ้านเสมอลุงเจิมได้เน้นยืนยันกับผู้เขียนว่า

น้ำมันงาที่กล่าวถึงนี้พ่อของฉันได้ให้ไว้อีกทอดหนึ่ง เชื่อลุงเถอะ, ที่เมืองนนท์ระยะนั้นไม่มีน้ำมันอะไรจะวิเศษไปกว่านี้อีกแล้ว เรื่องผู้หญิงก็ขลังอย่าบอกใครเชียว ของท่านเพียงลูบผมกลิ่นน้ำมันโชยไปปะทะสาวเท่านั้น ที่เคยบึ้งตึงไม่ยอมพูดด้วยก็เป็นพูดจ้อไปเลย น้ำมันงาที่ว่านี้ยังดีทางคงกระพันชาตรีอีกด้วย ลูบทาพอขนลุกเท่านั้นเป็นสู้ดะ แผลสักแห่งเป็นไม่มีให้เห็นของท่านหนังเหนียวจริง ๆ

ที่กินเหล้าเชื่อล่วงหน้าได้เลยก็คือ ประดานักเลงไก่ชนสมัยนั้น เขามักชอบแอบเอาน้ำมันงาของท่านไปทาไก่ที่จะเข้าชนพนันกันบ่อนอยู่เสมอ เขาว่าถ้าใครใช้น้ำมันงาของท่านทาให้กับไก่ตัวไหนแล้วละก้อ เรื่องแพ้เป็นไม่มี เกี่ยวกับเรื่อง น้ำมันงา นี้นอกจากจะใช้ทาบริเวณหน้าไก่และหน้าอก ให้ไก่คงกระพันหนังเหนียวได้เป็นอย่างดีแล้ว บางคนยังนิยมทาเดือยไก่เข้าให้อีกด้วย เพราะไม่ว่าตัวไหนก็ตัวนั้น ถ้าลงได้ทาน้ำมันงาเยิ้มที่เดือยแล้วมันจะตะลุยคู่ต่อสู้เพียงไม่ถึงครึ่งอัน ก็มักจะเอาเดือยเสียบคู่ต่อสู้ชักตายไปอย่างไม่ต้องลุกขึ้นมาให้น้ำสู้กันในยกสองกันอีกเลย

ชาวบางกอกตื่น พระแร่บางไผ่

อันเนื่องมาจากไทยกับฝรั่งเศสได้เกิดกรณีพิพาทกันขึ้น โดยฝ่ายฝรั่งเศสได้ละเมิดอธิปไตยของไทยก่อน ดังจะขอกล่าวไว้สักเล็กน้อยพอเป็นสังเขป ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้แหละได้เป็นผลให้พระแร่บางไผ่หายากและมีชื่อเสียงโด่งดังมากในระยะนั้นด้วย เรื่องของเรื่องก็มีดังนี้ครับ

ในสมัยรัชกาลที่ 5 ปีที่ 26 ซึ่งตรงกับวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 เวลาเช้าเรือรบไทย 4ลำ มีเรือมกุฎราชกุมาร, มุรธาวสวัสดิ์, นฤเบนทร์บุตรี, และเรือหาญหักศัตรู ได้แล่นออกไปจอดที่สันดอน ครั้นเวลา 17.15 น. ได้เกิดฝนตกหนัก คนในเรือรบและคนบนฝั่งแทบจะแลไม่เห็นกัน ขณะนั้นเรืออรรคเรศรรัตนาสน์ ทอดอยู่นอกสันดอน ได้บอกสำคัญมาว่ามีเรือรบฝรั่งเศส 2 ลำแล่นมา เรือเมล์เยปีเซซึ่งเดินทางระหว่างกรุงเทพฯถึงไซ่ง่อนเป็นเรือนำร่องครั้นเรือรบฝรั่งเศส 2 ลำ แล่นใกล้เข้ามาแล้ว ทหารที่ป้อมพระจุลจอมเกล้าฯ จึงได้ยิงปืนใหญ่ไม่ใส่ลูกกระสุน 3 นัด บอกสัญญาณให้เรือรบฝรั่งเศสทั้ง 2 ลำนั้นแล่นกลับออกไปเสีย

ขณะนั้นพระยาชลยุทธ โยธินทร์ กับ กัปตันซีเดอร วอน ฮอล์ก เป็นผู้บังคับการทหารอยู่ที่ป้อมพระจุลฯ เรือรบฝรั่งเศสได้ยินเป็นสัญญาณดังนั้นก็หาฟังไม่ ทหารบนป้อมพระจุลฯ จึงยิงปืนไปที่เรือ อินคอน สตองค์ อีกนัดหนึ่ง เรือ อินคอน สตองค์ ทำทีเหมือนจะหยุดครู่หนึ่งเรือคอเมตก์แล่นได้เข้ามาทัน ทั้ง 2 ลำก็ชักธงฝรั่งเศสขึ้นแล้วยิงปืนตอบขึ้นมาที่ป้อมพระจุลฯ แล้วเรือทั้ง 2 ลำก็แล่นเลยลูกทุ่นดำในน้ำขึ้นมา ขณะนั้น เป็นเวลากลางคืนเดือนมืด ทหารบนป้อมพระจุลก็ยิงปืนทุกกระบอกเรือรบไทยก็เข้ามาช่วยกัน ฝ่ายเรือเยปีเซนำร่องเข้ามา หยุดอยู่กลางร่องน้ำริมลูกทุ่นที่ท้องถูกกระสุนปืนแห่งหนึ่งแตกจึงได้แล่นเข้าไปเกยฝั่งบนเลน น้ำรั่วไปอุดไม่อยู่

ฝ่ายเรือมกุฎราชกุมาร และเรือมุรธาวสวัสดิ์ ก็แล่นติดตามขึ้นมายิงโต้ตอบกับเรือรบฝรั่งเศสทั้ง 2 ลำ แต่การยิงปืนในเรือ ฝรั่งเศสยิงเร็วกว่าปืนเรือรบไทย เพราะเป็นปืนทำขึ้นอย่างใหม่ ปืนในเรือรบฝรั่งเศสยิงมาลูกหนึ่ง ถูกกราบเรือมกุฎราชกุมารแล้วลูกแตกระเบิดถูกทหารตาย 3 คน ป่วยเจ็บหลายคน ส่วนเรือมุรธาฯก็แล่นติดตามเรืออินคอนสตองค์มาเรืออินคอนสตองค์จึงคัดท้ายหันเข้าสู้ ต่างยิงโต้ตอบกันจนเสาธงเรือมุรธาฯถูกปืนหัก

ฝ่ายทหารบนป้อมผีเสื้อสมุทรก็ยิงปืนออกไปเหมือนกัน ครั้นถึงเวลา 19 น. จึงสงบ ทหารบนป้อมผีเสื้อสมุทรถูกยิงบาดเจ็บ 6 คน แล้วเรือรบฝรั่งเศส 2 ลำนั้นก็ได้แล่นเข้าในลำแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะได้รับคำสั่งให้เข้ามาอยู่กับเรือบลูตัง ที่หน้าสถานที่ว่าการกงสุลฝรั่งเศสที่กรุงเทพฯ

นั่นนับเป็นเรื่องราวที่ชาวบ้านชาวเมืองสมัยนั้นพากันหวาดวิตกกลัวสงครามจะเกิดขึ้น จึงต่างก็พากันหาของขลังไว้คุ้มครองชีวิตกันให้จ้าระหวั่น เล่ากันว่าวันที่ทหารไทยบนป้อมยิงสู้กับฝรั่งเศสนั้น ทหารหลายคนได้รอดชีวิตเพราะห้อย พระวัดรังษี และ พระแร่บางไผ่ บางคนโดนสะเก็ดปืนตามร่างกายหลายแห่ง แต่ไม่ปรากฏบาดแผลให้เห็นเลย

ก็ด้วยเหตุนี้เอง พอให้หลังจากฝรั่งเศสเอาเรือรบบุกไทยผ่านไปแล้วเพียง 2 วัน ผู้คนจากบางกอกก็เฮโลกันลงเรือตุ๊ก ๆ จากท่าเรือบางกระบือไปเมืองนนท์ แล้วนั่งเรือต่อไปยัง วัดโมลี กันแน่นขนัดไปหมด ซึ่งขณะนั้นหลวงปู่จันท่านนับว่าชราภาพมากแล้วเมื่อพวกชาวบางกอกแห่กันมาขอท่านก็แจกจ่ายไปให้จนหมด ใครที่ไม่ได้ก็ได้น้ำมันงาบ้าง, ตะกรุดบ้าง หรืออะไรอื่น ๆ ต่างก็ได้ไปกันโดยทั่วหน้า แต่เหตุการณ์เช่นนั้นยังมีติดต่อกันไปอีกหลายวัน ผลสุดท้ายหลวงปู่จันท่านจึงต้องระดมลูกศิษย์ช่วยกันสร้างพระแร่บางไผ่ขึ้นมาอีกรุ่นหนึ่งอย่างกะทันหัน พระแร่บางไผ่รุ่นรบกับฝรั่งเศสนี้ นับเป็นพระเครื่องรุ่นสุดท้ายของหลวงปู่ เล่ากันว่าท่านสร้างขึ้นมาอีกเพียง 100 กว่าองค์เท่านั้น พระขาดความงามไปมาก แต่ประสิทธิภาพมหาอุตม์คงกระพันชาตรี ยังดีเป็นเอกเหมือนเดิมทุกอย่าง

อภินิหารของพระ แร่บางไผ่

จากความยิ่งยงจนขึ้นชื่อลือกันไปทั่วเมืองนนท์ ถึงความศักดิ์สิทธิ์ทางเวทย์มนต์คาถาของหลวงปู่จันนี่เอง ท่านจึงมีลูกศิษย์ลูกหาเป็นจำนวนมากที่เข้ามาฝากตัวกับท่าน และก่อนหน้าที่การสร้างพระด้วยเนื้อแร่ขึ้นมานั่นเอง ท่านยังมีศิษย์ผู้สามารถซึ่งได้รับการถ่ายทอดวิชาจากท่านไว้ในระดับ แขนขวา และ แขนซ้าย อีก 2 องค์ องค์หนึ่งเป็นสงฆ์อยู่วัด มะเดื่อ ชาวบ้านเรียกท่านว่า หลวงปู่เกิด และหลวงปู่เกิดองค์นี้แหละ ต่อมาท่านก็ได้สร้างพระด้วยแร่เช่นเดียวกับหลวงปู่จันขึ้นมาบ้าง ในลักษณะเหมือนพิมพ์เดิมทุกอย่างและพระรุ่นที่ว่านี้เอง นับว่ายากที่จะพิสูจน์ได้ว่าแร่องค์ไหนเป็นของอาจารย์หรือศิษย์เป็นผู้สร้างกันน่ แต่ก็เป็นพระเครื่องที่ดังพอ ๆ กันของพระอาจารย์ทีเดียว

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่านเจ้าอาวาสวัดเสาธงหินองค์ปัจจุบันได้เล่าให้ฟังว่า ต่อมา พระอาจารย์เกิด ได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่ วัดโบสถ์ ท่านก็ได้สร้างพระพิมพ์เดิมขึ้นมาอีก แต่ครั้งหลังนี้ท่านหาเนื้อแร่มาทำพระไม่ได้ ท่านจึงใช้เนื้อสัมฤทธิ์สร้างขึ้นมาแทนแร่ เป็นชนิดผิวกลับน้ำตาลบ้าง, ผิดกลับดำบ้าง มีชื่อดังมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ คือพระที่เรียกกันว่า พระปิดตา บางม่วง นั่นเอง

ส่วนศิษย์หลวงปู่จันอีกองค์หนึ่งนั้นอยู่ที่ วัดบางไผ่ คือ หลวงปู่ชื่น พระอาจารย์องค์นี้ได้เริ่มสร้างพระเครื่องของท่านบ้างก็ต่อเมื่อหลวงปู่จันได้สิ้นไปแล้ว การสร้างคงดำเนินการเช่นเดียวกับอาจารย์ เช่นทำเป็นพระปิดตาบ้าง, ปิดทวารบ้าง, ทั้งเนื้อก็ใช้แร่เดียวกัน นับเป็นการเจริญรอยตาม ซึ่งได้ก่อความยุ่งยากให้กับนักเลวงพระยุคนี้มากว่าองค์ไหนเป็นของอาจารย์หรือศิษย์กันแน่

แต่ภายหลังเมื่อแร่ที่เมืองนนท์ได้เริ่มหายากเข้า หลวงปู่ชื่นท่านจึงได้เริ่มเปลี่ยนจากเดิมซึ่งใช้แร่ก็หันมาใช้ เหล็กก้านร่ม นำมาหลอมเป็นเนื้อพระและพร้อมกันนั้นก็ได้เริ่มพัฒนาแม่พิมพ์ดัดแปลงแก้ไขให้มีความคม และงามกว่าพิมพ์ของหลวงปู่ด้วย แต่เนื้อพระก็ยังคงใช้แม่เหล็กดูดติดอยู่เหมือนเดิม

เรื่องราวของท่านทั้ง 2 พระอาจารย์ซึ่งต้องขอนำมากล่าวนี้ ก็เพื่อกันความเข้าใจผิดภายหลัง และต่อไปนี้ผู้เขียนจะขอนำเรื่องราวบางอย่างที่ได้บังเกิดความมหัศจรรย์อันเกิดจากพระแร่บางไผ่ และปฏิบัติการหลวงปู่จันอันน่าตื่นเต้น ซึ่งผู้เป็นศิษย์คือ นาย หวิง ช้างกระทัด และนายสอด แห่งคลองบางใหญ่ ได้เก็บนำมาเล่าให้นักเลงพระรุ่นต่อ ๆ มาฟังว่า…

พระแร่บางไผ่ ของหลวงปู่จันเมื่อสร้างไว้มากแล้ว ท่านก็จะเรียกลูกศิษย์มานั่งล้อมเป็นวง แล้วให้นายแพร เนตรหนู กับ นางกลัดอิ่มอวบ นำพระแร่ทั้งหมดใส่บาตรแล้วนั่งปลุกบริกรรมจนกระทั่งพระแร่นั้นวิ่งเกรียวกราวอยู่ในบาตร แล้วยังโดออกมาจากบาตรได้อย่างน่าตื่นเต้น พระเครื่องบางองค์โดดออกจากบาตร แรงไปลูกศิษย์ต้องคอยรับไว้ ท่านจะต้องปฏิบัติเช่นนี้ทุก ๆ ครั้งเมื่อจะนำออกแจกจ่าย ทั้งนาย หวิงและนายสอดต่างก็ยืนยันกันว่า พระแร่บางไผ่ของหลวงปู่จันนั้น จะต้องกระโดดออกจากบาตรได้ทุกองค์ องค์ไหนพลังอาคมเบาโดดไม่ขึ้นหลวงปู่ก็จะบริกรรมต่อไปจนพระแร่เหล่านั้น โดดออกจากบาตรได้จนหมดจึงเลิกพิธี

นอกจากนั้นยังมีผู้กล่าวว่า ถ้าใครมีเรื่องวิวาทถึงขนาดจะเอาชีวิตกัน หรือถึงขั้นโดนรุม 5 ต่อ 1 แล้ว หลวงปู่จะสั่งให้กลืนพระแร่ที่อมนั้นทันที

ท่านว่าพระของท่าน ถ้ากลืนเข้าไปในท้องแล้วจะไม่ออกทางก้นอย่างเด็ดขาด องค์ที่หนักบาทขึ้นไปจะออกทางปาก ที่หนักสลึงเฟื้องจะออกทางหูหรือทางจมูก ถ้าใครอยากเห็นก็ต้องทนดูเอา พระแร่บางไผ่ จะเคลื่อนย้ายออกจากร่างกายผู้ที่กลืนเข้าไปนั้น มักจะเป็นเวลาหลังเที่ยงคืนไปแล้วอยู่เสมอ

เมื่อตอนหลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่ได้เล่ากันว่า ได้มีผัวเมียคู่หนึ่งนึกจะลองดีหลวงปู่ก็ไม่เชิงเพราะผัวเกิดไปวิวาทกับพวกมาจนถึงกับต้องกลืนพระเข้าท้องเพื่อการอยู่ยงคงกระพัน พอตกกลางคืนสามีก็สั่งให้เมียเขาคอยเฝ้าดูพระแร่องค์ที่เขากลืนจะออกจากท้องได้หรือไม่ แต่ตัวเองก็หวั่นใจอยู่ เพราะถ้าแร่ไม่ออกทางหนึ่งทางใดเลยละ จะทำอย่างไรกับพระที่กลืนเข้าไป ยิ่งคิดก็ยิ่งใจฝ่อผลที่สุดก็ม่อยหลับไป ข้างเมียก็เชื่อคำสั่งของผัวดีอยู่ แต่พอจะใกล้จะตีหนึ่งแร่ก็ไม่ออกมาให้เห็นเลยความเงียบในยามนั้นเหมือนมีใครมากระซิบบอกว่า หลับเสียเถอะ ผัวเจ้าไม่เป็นอะไรหรอก และต่อมาไม่นานนักนางผู้เป็นเมียก็ม่อยหลับไปในที่สุด

พอรุ่งเช้าข้างผัวที่ม่อยหลับไปก่อนก็ตกใจตื่น นึกถึงพระแร่ที่กลืนเข้าไปก็ให้หนักท้อง

ขึ้นมาทันที ครั้นจะถามเรื่องจากเมียก็เห็นยังนอนหลับปุ๋ยไม่เอาไหนอยู่ แต่พอพับผ้าผวยและหยิบหมอนขึ้นมาเก็บนั่นแหละเขาถึงกับตะลึงทีเดียว เพราะพระแร่บางไผ่องค์ที่เขาเขมือบเข้าไปเมื่อวันวานนั้น ได้กลับมากลิ้งอยู่ข้างหมอนได้อย่างปฏิหารย์ โดยทั้งผัวแลเมียต่างก็จำไม่ได้ว่า แร่องค์ที่หนักถึงสองสลึงกว่าที่กลืนเข้าไปนั้น ท่านได้ออกมาจากท้องได้ทางใดกันแน่

เรื่องที่เล่าให้ฟังในขณะนี้ จะจริงหรือเท็จก็ว่ากันไป ผู้เขียนได้ยินได้ฟังมาก็เก็บนำมา คุยกับท่านเป็นเครื่องประดับความรู้เท่านั้น เมื่อคุยกันถึงอิทธิปาฏิหาริย์ของพระแร่บางไผ่แล้ว ก็เห็นจะต้องอ้างอิงถึงผู้ที่ประสบการณ์กับพระพิมพ์นี้ไว้บ้าง มิฉะนั้นแล้วที่ผู้เขียนขนานนามพระพิมพ์นี้ไว้ว่า ขุนพลแห่งขบวนการปิดตามหาอุตม์ ก็ดูจะไม่สมเหตุกับการที่ผู้เขียนได้คุยไว้กับท่านเลย ดังนั้นจึงขอกล่าวถึงผู้ที่ได้ประสบการณ์กับพระแร่บางไผ่มาแล้วไว้เป็นลำดับไปดังนี้…

พุทธคุณเกรียงไกรทุกด้าน เกี่ยวกับพระพุทธคุณของ พระแร่บางไผ่ นี้

รายแรก ที่ได้ประสบการณ์มาแล้วก็คือ อาจารย์เซีย บุษปะบุตร ผู้เป็นหนึ่งอยู่ในวงการพระเครื่องเป็นผู้เชียวชาญพระที่เรารู้จักกันดีอยู่แล้ว ได้กล่าวกับผู้เขียนเกี่ยวกับพระแร่บางไผ่ไว้ว่า เอากันแน่ ๆ จากพระเครื่องทั้งหมดแล้ว ถ้าพูดกันแต่ในด้านมหาอุตม์คงกระพันกันละก้อ ผมเป็นต้องยกให้กับพระแร่บางไผ่ก่อนละ จะให้เอ่ยถึงคนที่เห็นพุทธคุณจากพระแร่มาแล้วนั้น มีมากรายด้วยกัน ซึ่งรวมทั้งผมด้วย ถ้าท่านไม่แน่จริงแล้วผมก็ไม่เก็บเช่ารักษาไว้นาน 30 กว่าปีมาแล้ว แต่ก็ขอให้ระวังของฝีมือที่ไม่ใช่ของแท้ไว้ให้ดี เพราะเขาทำปลอมกันนานแล้วครับ

รายที่ 2 ได้แก่ คุณอนุสิฏฐ์ ทองอินศรี ซึ่งเป็น ศึกษานิเทศน์ อยู่ที่จังหวัดชลบุรี ได้กล่าวกับผู้เขียนว่า ผมได้เห็นเพื่อนใช้ปืนยิงเร็ว จอยิงองค์พระแร่บางไผ่ในระยะแค่คืบ กระสุนไม่ได้ลั่นเลยสักโป้ง เขาทดลองให้ผมดูบ่อย ๆ แต่พอหันปากกระบอกปืนขึ้นฟ้าเพียงเหนี่ยวไกเท่านั้น กระสุนทั้งตับก็ดังลั่นราวกับประทัดแตก เห็นแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้เลย ทำไมท่านขลังเช่นนี้ ผมทนดูอิทธิปาฏิหาริย์ของท่านไม่ไหว เลยวอนขอพระแร่บางไผ่องค์นั้นอยู่ตลอดมาจนในที่สุดก็ได้มาเป็นกรรมสิทธิ์ เชื่อผมเถอะ พระแร่บางไผ่ปืนยิงไม่ออกจริง ๆ ครับ เขาพูดทิ้งท้ายไว้เมื่อ พ.ศ. 2513

รายที่ 3 คือ คุณประยงค์ ลอประเสริฐ คนเมืองนนท์ ได้เล่าให้กับผู้เขียนฟังว่า นายชื่น อิ่มอวบ ซึ่งเป็นลูกชายของนายกลัก อิ่มอวบ (คนสุมไฟถลุงให้กับหลวงปู่จัน) ได้รับพระแร่บางไผ่จากพ่อไว้ใช้ติดตัวตลอดเวลา นายชื่นผู้นับว่าเป็นนักเลงคนหนึ่งในย่านบางใหญ่ เคยถูกทำร้ายด้วยมีดไม้หลายครั้งแล้ว แต่หนังเหนียวไม่เคยได้เลือดเลย และก็หลายครั้งอีกเช่นกันที่นายชื่นได้ถูกลอบยิงด้วยปืนในระยะเผาขน แต่ฝ่ายตรงข้ามกลับยิงนายชื่นไม่ออก

การที่นายชื่นรอดตายได้บ่อยครั้งอย่างปฏิหาริย์ ก็เพราะมีพระแร่บางไผ่ที่พ่อให้ถักลวดห้อยใช้อยู่เพียงองค์เดียวเท่านั้น ผลสุดท้ายนายชื่นก็หนีความตายไม่พ้น แต่ค่อนข้างจะประหลาดอยู่ที่แกหาได้ตายเพราะมีดไม้หรือปืนไม่ คือเขาตายอย่างทรมานด้วยพิษสุราเรื้อรังครับ

รายที่ 4 ได้กับคุณประเทือง กลุ่มศิริ อดีตคนเมืองปทุมธานี ได้เล่าให้กับผู้เขียนฟังว่า ปู่ของเขาได้ให้พระแร่บางไผ่หนัก 1 บาทมาองค์หนึ่ง แถมยังบอกอีกว่าก่อนจะใช้ให้เอาไปทดลองฟันกับปลาเสียก่อนจะได้มั่นใจว่ามีของจริงใช้กับเขา เพราะช่วงนั้นมีของปลอมเยอะ

คุณประเทืองแกก็คนจริงเหมือนกัน อย่างเห็นดำเห็นแดงไปเลย จึงรีบห้อไปตลาดคว้าเอาปลาดุกตัวใหญ่ขนาดเท่าท่อนแขนทีเดียว เมื่อกลับมาถึงบ้านก็รีบจัดแจงกับเจ้าปลาดุกวางลงกับเขียง แล้วงัดเอาพระแร่บางไผ่องค์ที่ปู่ให้ไว้ขึ้นมาอาราธนาบอกกล่าวเล่าแจ้งขอให้หลวงพ่อช่วยสำแดงฤทธิ์ให้ลูกช้างให้เห็นตำตาด้วยเถิด ถ้าหลวงพ่อแน่จริงก็อย่าให้ปลาดุกได้เลือดเลย

คุณประเทองแกว่าแล้วก็เอาพระยัดใส่ไปในปากปลาดุกซึ่งขึ้นเขียงรออยู่แล้ว จากนนั้นก็คว้าเอามีดหมูสับเปรี้ยง ลงไปที่เจ้าดุกตัวนั้นทันที…ปลามันดิ้นพลาด ๆ อยู่หลายตลบแล้วก็เงียบไป เมื่อจับมันขึ้นมาดูก็รู้ว่ามันซี้แหงไปแล้ว เพราะทนมีดปังตอไม่ไหว

แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่าเจ้าปลาดุกตัวนั้น ถึงมันจะตายไปแล้ว แต่ก็ไม่ปรากฏแผลให้เห็นเลย

นั่นเป็นเรื่องราวของแต่ละท่านที่ได้ประสบการณ์กับเรื่องดังกล่าวมาแล้ว และถ้าเราจะย้อนกลับไปเมื่อ 60 กว่าปีก่อนนั้นบ้าง ก็ดูเหมือนจะพูดได้เลยว่า พระแร่บางไผ่ชื่อเสียงดังกระฉ่อนมาก ถึงขนาดเป็นพระยอดนิยมที่มีราคาเหนือกว่า พระสมเด็จวัดระฆัง อีกด้วย

ก็เป็นอันเชื่อได้ว่า พระแร่บางไผ่นี้ พุทธคุณของท่านเป็นพระเครื่องที่เน้นหนักทางมหาอุตม์คงกระพันโดยตรง นอกจากนั้นยังมีคุณวิเศษอีกหลายอย่างที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง แต่บางท่านก็ยังข้องใจในความเชื่อเก่า ๆ ที่ว่า พระแร่บางไผ่ก็ดี, พระปิดทวารฯ วัดทองก็ดี, หรือพระปิดทวารฯ ของวัดหนังก็ดี ไม่ควรเก็บไว้กับบ้าน เพราะจะทำให้เงินทองไม่ไหลเข้าบ้าน จะมีลูกกับเขาสักคนแม่บ้านก็จะคลอดเด็กได้ยากนักแล อะไร ๆ กูจะถูกอุดไว้หมด เขาว่าเช่นนี้เราก็เชื่อเอาไว้ก่อน แต่สำหรับผู้เขียนกลับเชื่อไปอีกทางหนึ่งว่า หากสิ่งใดที่เราไม่พึงปรารถนาไม่ปล่อยจิตให้กระหวัดวอนพระคุณเจ้าให้ช่วยเราแล้ว ก็คาดว่าสิ่งนั้นจะไม่เกิดขึ้นให้เป็นภัยแก่เราแน่ ของขลังทุกอย่างยอมขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาส หากปฏิบัติได้ถูกต้องแล้ว พระอาจารย์องค์ใดเล่าจะสร้างสิ่งอันเป็นอัปมงคลมาให้เรามาคุ้มครองชีวิตไว้เช่นนี้

เมื่อเป็นเช่นนี้เลยทำให้ผู้เขียนคิดไปถึงบรรดานักเตะลูกหนังก็ดี นักมวยก็ดี, หรือนักการเมืองคนสำคัญ ๆ ตลอดจนตัวเราเองก็ดี ถ้าเล่นฟุตบอลเอาพระแร่บางไผ่อาราธนาผูกติดไว้กับเสาโกล ท่านว่าคง อุด ปิดลูกดีพิลึก, นักมวยอมไว้ในปากใครต่อยก็ไม่ถูกหรือถูกก็ไม่แตก ยิ่งนักการเมืองหรือตัวเรานี่แหละ นั่งรถไปไหนมาไหนนอกจากมีพระใช้ประจำตัวแล้ว ถ้าเอาพระแร่บางไผ่อาราธนา ท่านไว้ตามมุมรถแล้ว ใครจะยิงเราก็คงยิงไม่ออกรถใครจะวิ่งมาชนรถเราก็คงชนผิดคันแน่ ๆ ความคิดเช่นนี้น่าจะเป็นไปได้ แต่การที่จะได้แร่บางไผ่มานั้น ไม่ใช่เพียงองค์เดียว ซึ่งขณะนี้ราคาก็ค่อนข้างสูง ทั้งพระแร่บางไผ่ที่เราจะนำมานั้นก็ต้องเป็นของแท้ด้วย ความศักดิ์สิทธิ์จึงจะเกิดขึ้นได้ดังปรารถนานั้นแล

อาจารย์ ประชุม กาญจนวัฒน์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *