สมเด็จพระสังฆราช (แพ นิสฺสเทวมหาเถร)

พระเกจิ

สมเด็จพระสังฆราช วัดสุทัศนเทพวราราม ประสูติในรัชกาลที่ ๔ เมื่อวันพุธขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีมะโรง จุลศักราช ๑๒๑๘ ตรงกับวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๓๙๙ บิดาชื่อ นุตร์ มารดาชื่อ อ้น เป็นชาวสวนบางลำภูล่าง อำเภอคลองสาน ธนบุรี

เมื่อพระชนมายุได้ ๑๓ ปี บิดาได้พาไปถวายเป็นศิษย์สมเด็จพระวันรัต (สมบูรณ์) เมื่อท่านยังเป็นพระธรรมวโรดมที่วัดราชบูรณะ พระสังฆราชได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๑๑ ไปเล่าเรียนที่วัดทองนพคุณและสำนักอาจารย์โพ วัดเศวตฉัตร

ต่อมาสมเด็จพระวันรัต (สมบูรณ์) อาพาธและมรณภาพ ท่านจึงถวายตัวเป็นศิษย์กับสมเด็จพระวันรัต (แดง) ตามคำแนะนำของสมเด็จพระวันรัต (สมบูรณ์) แล้วไปอุปสมบทที่วัดเศวตรฉัตรเมื่อปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๒๒ ต่อมาได้เรียนพระปริยัติธรรมกับสมเด็จพระวันรัต (แดง) เป็นพื้น แล้วได้ไปเรียนกับสมเด็จพระสังฆราช (สา) ที่วัดราชประดิษฐ์บ้าง

· พ.ศ. ๒๔๑๙ ท่านได้เข้าแปลพระปริยัติธรรมเป็นครั้งแรกที่พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ แต่แปลตกหาได้เป็นเปรียญไม่

· พ.ศ. ๒๔๒๕ ท่านได้เข้าแปลพระปริยัติธรรมเป็นครั้งที่ ๒ ที่พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ได้เป็นเปรียญ ๔ ประโยค

· พ.ศ. ๒๔๒๘ ท่านได้เข้าแปลพระปริยัติธรรมเป็นครั้งที่ ๓ ที่ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม แปลได้อีกประโยค ๑ รวมเป็น ๕ ประโยค

· พ.ศ. ๒๔๓๒ ได้รับพระราชทายสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่พระศรีสมโพธิ

· พ.ศ. ๒๔๔๑ ท่านได้เป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ที่พระเทพโมฬี

· พ.ศ. ๒๔๔๓ โปรดให้เลื่อนเป็นที่พระธรรมโกษาจารย์

· พ.ศ. ๒๔๕๕ ในหลวงรัชกาลที่ ๖ พระราชทานหิรัญญบัฏ ทรงเลื่อนสมณศักดิ์เป็นที่พระพรหมมุนี

· พ.ศ. ๒๔๖๖ ท่านได้รับพระราชทานสุพรรณบัฏเลื่อนสมณศักดิ์เป็นที่สมเด็จพระพุฒาจารย์

· พ.ศ. ๒๔๗๒ ในหลวงรัชกาลที่ ๗ ได้ทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระวันรัต เจ้าคณะใหญ่หนใต้ ได้ปกครองคณะสงฆ์ให้เจริญเรียบร้อย ผู้อยู่ในบังคับบัญชาก็ได้รับความผาสุกสำราญชื่นชมยินดี

· พ.ศ. ๒๔๗๙ เมื่อปลัดแขวงว่างลง สมเด็จพระสังฆราชเจ้าวัดราชบพิตร จึงได้มีพระบัญชาย้ายท่านเข้ามาเป็นปลัดคณะแขวงในพระนครท่านได้ทำการในหน้าที่เรียบร้อยตลอดมา

· ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๑ – ๒๔๗๔ รวม ๔ ศก ท่านได้รับหน้าที่เป็นแม่กองสนามหลวงฝ่ายบาลี ทำการสอบความรู้พระปริยัติธรรมพระภิกษุสามเณรในพระราชอาณาจักร

ในส่วนมหาเถรสมาคม ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการด้วยรูปหนึ่ง ท่านยึดถือข้อที่มุ่งหมายเป็นเป็นสำคัญก็คือถือมติส่วนรวมโดยสมานฉันท์ มีใจมั่นอยู่ด้วยสามัคคีเพราะยึดอุดมคติเช่นนี้จึงทำให้ท่านเป็นที่เคารพในมหาเถรสมาคม

· เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๑ ครั้นถึงรัชกาลปัจจุบัน เมื่อสมเด็จพระสังฆราชเจ้าวัดราชบพิตร สิ้นพระชนม์ลง ประจวบกับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จกลับจากยุโรปได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช พระราชทานตาลปัตรแฉกประจำตำแหน่งในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามและประกาศตั้งในราชกิจจานุเบกษา

· เมื่อทรงเห็นว่าจะไม่สามารถปกครองสังฆมณฑลให้สัมฤทธิ์ผลได้ดังพระราชประสงค์ จึงทรงพระกรุณาตั้งคณะบัญชาการคณะสงฆ์แทนพระองค์ขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อดำเนินศาสนกิจให้ลุล่วงไปด้วยดวามสวัสดีตลอดมา จวบจนเมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ รัฐบาลได้ประกาศ พ.ร.บ. คณะสงฆ์ออกใช้เป็นกฎหมาย เพื่อประสานนโยบายฝ่ายพุทธจักรแบอาณาจักรให้อนุรูปกันในฐานแห่งพระองค์ทรงดำรงตำแหน่ง สกลสังฆปรินายกในระบอบใหม่นี้ จึงมีพระบัญชาให้เปิดประชุมสมัยสามัญแห่งสังฆสภาขึ้น และได้เสด็จไปเปิดเป็นปฐมฤกษ์ เมื่อวันวิสาขบุรณมีที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๕

· วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๗ ได้เสด็จดับขันธ์สิ้นพระชนม์ลงเมื่อเวลา ๐๓.๐๐ น. ที่ตำหนักวัดสุทัศนเทพวราราม สิริพระชนมายุ ๘๙ โดยปี พระพรรษา ๖๖ ทรงดำรงตำแหน่งสกลสังฆปรินายกได้ ๗ พรรษา

มูลเหตุที่สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) วัดสุทัศนเทพวราราม ทรงสร้างพระกริ่งและพระชัยวัฒน์นั้น

ทรงเล่าว่า เมื่อพระองค์ดำรงสมณศักดิ์เป็นพระศรีสมโพธิ์ครั้งนั้น สมเด็จพระวันรัต (แดง) สมเด็จพระอุปัชฌาย์ของพระองค์ยังมีชีวิตอยู่ และครั้งหนึ่งสมเด็จพระวันรัต (แดง) ได้อาพาธเป็นอหิวาตกโรค สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ครั้งยังทรงเป็นกรมหมื่นเสด็จมาเยี่ยม เมื่อรับสั่งถามถึงอาการของโรคเป็นที่เข้าพระทัยแล้ว รับสั่งว่า “เคยเห็นกรมพระยาปวเรศฯ เสด็จพระอุปัชฌาย์ของพระองค์อาราธนาพระกริ่งแช่น้ำอธิษฐาน ขอน้ำพระพุทธมนต์แล้วให้คนไข้เป็นอหิวาตกโรคกินหายเป็นปกติ พระองค์จึงรับสั่งให้มหาดเล็กที่ตามเสด็จไปนำพระกริ่งที่วัดบวรนิเวศ แต่สมเด็จฯ ทูลว่าพระกริ่งที่กุฎิมีสมเด็จพระมหาสมณเจ้าจึงรับสั่งให้นำมาแล้วอาราธนาพระกริ่งแช่น้ำอธิษฐาน ขอน้ำพระพุทธมนต์แล้วนำไปถวายสมเด็จพระวันรัต (แดง) เมื่อท่านฉันน้ำพระพุทธมนต์แล้วโรคอหิวาต์ก็บรรเทาหายเป็นปกติ

ข้าพเจ้าทูลถามว่า พระกริ่งที่อาราธนาขอน้ำพระพุทธมนต์นั้นเป็นพระกริ่งสมัยไหน พระองค์ท่านรับสั่งว่าจำไม่ได้ เข้าใจว่าเป็นพระกิ่งเก่าหรือไม่ก็คงเป็นพระกริ่งของสมเด็จกรมระยาปวเรศฯ องค์ใดองค์หนึ่ง

ตั่งแต่นั้นมา พระองค์ก็เริ่มสนพระทัยในการสร้างพระกริ่งขึ้นเป็นลำดับ ค้นหาประวัติการสร้างพระกริ่งและก็ได้เค้าว่า การสร้างพระกริ่งนี้มีมาแต่โบราณกาลแล้ว เริ่มที่ประเทศทิเบตก่อน ต่อมาก็ประเทศจีนและประเทศเขมรเป็นลำดับ

ค้นหาภาษาถิ่น
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Search in posts
Search in pages

ภาษาถิ่น เป็นภาษาย่อยที่ใช้พูดจากันในท้องถิ่นต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากการใช้ภาษาเพื่อการสื่อความหมาย ความเข้าใจกันระหว่างผู้คนที่อาศัยอยู่ตามท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่งอาจจะแตกต่างไปจากมาตรฐาน หรือภาษาที่คนส่วนใหญ่ของแต่ละประเทศใช้กัน และอาจจะแตกต่างจากภาษาในท้องถิ่นอื่นทั้งทางด้านเสียง คำและ การใช้คำ

ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่มีลักษณะเฉพาะ ทั้งถ้อยคำ และสำเนียง ภาษาถิ่นจะแสดงถึงเอกลักษณ์ ลักษณะความเป็นอยู่ และวิถีชีวิตของผู้คน ในท้องถิ่นของแต่ละภาค ของประเทศไทย บางทีเรียกว่า ภาษาท้องถิ่น และหากพื้นที่ของผู้ใช้ภาษานั้นกว้างก็จะมีภาษาถิ่นหลากหลาย และมีภาษาถิ่นย่อย ๆ ลงไปอีก

ภาษาถิ่น แบ่งได้เป็น 4 ถิ่นใหญ่ ๆ คือ ภาษาถิ่นกลาง ภาษาถิ่นเหนือ ภาษาถิ่นอีสานและภาษาถิ่นใต้

ภาษาถิ่นกลาง
ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในบางจังหวัดของภาคกลาง เช่น เพชรบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี นครปฐม อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในจังหวัดเหล่านี้ มีสำเนียงพูดที่แตกต่างกันออกไป จะมีลักษณะเพี้ยนเสียงไปจากภาษากลางที่เป็นภาษามาตรฐาน

ภาษาถิ่นเหนือ
หรือภาษาถิ่นพายัพ (คำเมือง) ได้แก่ ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในบางจังหวัดของภาคเหนือตอนบน หรือภาษาในอาณาจักรล้านนาเดิม มักจะพูดกันมากในจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย พะเยา ลำปาง น่าน ลำพูน ตาก แพร่ เป็นต้น

ภาษาถิ่นอีสาน
ภาษาถิ่นอีสานของประเทศไทยมีลักษณะใกล้เคียงกับภาษาที่พูดที่ใช้กันในประเทศลาว แต่ภาษาอีสานก็ยังถือว่าเป็นภาษาถิ่นของภาษาไทย ภาษาถิ่นอีสานมีภาษาถิ่นย่อยหลายภาษา ได้แก่ ภาษาที่ชนกลุ่มใหญ่ในภาคอีสานใช้พูดจากัน ซึ่งใช้สื่อสารอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคอีสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น สกลนคร หนองคาย นครพนม ขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด เลย ชัยภูมิ มหาสารคาม กาฬสินธุ์ เป็นต้น

ภาษาถิ่นใต้
ได้แก่ ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคใต้ของประเทศไทย ลงไปถึงชายแดนประเทศมาเลเซีย รวม 14 จังหวัด เช่น ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต พัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช เป็นต้น และบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภาษาถิ่นใต้ ยังมีภาษาถิ่นย่อยลงไปอีก เป็นภาษาถิ่นใต้ ภาคตะวันออก เช่น ภาษาถิ่นที่ใช้ใน จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ตรัง สตูล ภาษาถิ่นใต้ตะวันตก เช่น ภาษาถิ่นที่ใช้ในจังหวัดกระบี่ พังงา ระนอง สุราษฎร์ธานีและชุมพร และภาษาถิ่นใต้สำเนียงเจ๊ะเห เช่น ภาษาถิ่นที่ใช้ในจังหวัดนราธิวาส และ ปัตตานี ในแต่ละภาคก็จะมีภาษาถิ่นใต้ เป็นภาษาถิ่นย่อยลงไปอีก เช่น ภาษาถิ่นระนอง ภาษาถิ่นภูเก็ต ภาษาถิ่นพัทลุง ภาษาถิ่นสงขลา เป็นต้น ภาษาถิ่นย่อยเหล่านี้อาจจะมีเสียง และคำที่เรียกสิ่งเดียวกันแตกต่างกันออกไป

ภาษาถิ่นตะวันออก
วิเศษ ชาญประโคน (2550, หน้า 40-41) ได้กล่าวถึง ภาษาถิ่นตะวันออกว่าเป็นภาษาย่อย ที่ใช้พูดจากัน ในท้องถิ่นตะวันออกมี ระยอง จันทบุรี ตราด เป็นต้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *