พระมงคลเทพมุนี (สด) วัดปากน้ำ กรุงเทพฯ

พระเกจิ

หลวงพ่อวัดปากน้ำ (สด) ได้มีผู้กล่าวสรรเสริญเกียรติคุณกันมากว่า
๑) ท่านมีเมตตาธรรมสูง และมีสังคหธรรมยอดเยี่ยม กล้าพูดได้ว่าได้ธรรมกายจึงกล้าเอาธรรมกายมาสอน
๒) ท่านได้เป็นธงชัยให้กับกิจการพระศาสนา และสร้างความเจริญรุ่งเรืองทั้งทางวัตถุและจิตใจให้พุทธศาสนิกชนเป็นจำนวนมาก
๓) วัตถุมงคลทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น ล็อคเก็ต เหรียญ พระผงพิมพ์พระพุทธรูป ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นที่นิยมศรัทธาของมหาชนโดยทั่วไป
๔) แม้ว่าจะได้มรณภาพไปนานกว่า ๒๓ ปี (หลวงพ่อมรณภาพ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๒) แต่กิตติคุณแห่งบุญฤทธิ์ที่ท่านได้บำเพ็ญเพียรไว้ได้มีพุทธศาสนิกชนไปร่วมทำบุญเลี้ยงพระที่วัดปากน้ำทุกวัน และแต่ละวันมีผู้ร่วมกันบริจาคทรัพย์เป็นเจ้าภาพจำนวนมาก
หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านเป็นบุตรคนที่ ๒ ของครอบครัว ได้อุบัติขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๔๒๗ ณ บ้านสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรื โยมบิดาของท่านชื่อเงิน ส่วนโยมมารดาชื่อสุดใจ นามสกุลมีแก้วน้อย เมื่อครั้งเยาว์วัยได้ศึกษาอักขรสมัยที่อยู่วัดสองพี่น้องและวัดบางปลา

ครั้นเติบโตเริ่มเห็นความเป็นไปในชีวิตว่า “…บุรพชนทั้งหลายได้ตายไปหมดแล้ว แม้เราก็จักตายเหมือนกันเราจะมัวแสวงหาทรัพย์อยู่ไปทำไม ตายแล้วเอาไปไม่ได้ บวชดีกว่า…” ท่านเล่าว่า ได้อธิษฐานทางจิตตั้งแต่อายุ ๑๙ ปี ต่อหน้าพระพุทธรูปที่กราบไหว้ว่า “…ขอเราอย่าได้ตายเสียก่อนเลย ขอให้ได้บวชเสียก่อน เมื่อบวชแล้วจะไม่ลาสิกขา ขอบวชไปตลอดชีวิต…” ฉะนั้น เมื่อมีโอกาสอุปสมบทจึงได้บวชเป็นสมณะในเดือนกรกฏาคม ๒๔๔๙ ณ พระอุโบสถวัดสองพี่น้อง โดยมีพระอาจารย์ดี วัดประตูศาลเป็นพระอุปฌาย์ พระอธิการเหนี่ยงเป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลวงโหน่งเมื่อครั้งอยู่วัดสองพี่น้องเป็นพระอนุสาวราจารย์

ภายหลังอุปสมบท หลวงพ่อได้ศึกษาวิปัสสนากัมมัฏฐานหลายสำนัก แต่ในที่สุดได้ศึกษาค้นคว้าด้วยตัวของท่านเอง และจากผลการปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน ทำให้ท่านได้บรรลุธรรมเข้าขั้นปรมัตถ์รู้แจ้งเห็นจริงจึงได้นำพระธรรมกายมาอบรมสั่งสอนพระภิกษุสงฆ์ที่สำนักวัดปากน้ำ ต่อมามีผู้สนใจปฏิบัติธรรมกับท่านเป็นจำนวนมาก ถ้าผู้ใดปฏิบัติและได้ดวงตาเป็นธรรมด้วยปัญญาของตนเอง ท่านก็จะบอกว่าได้ธรรมกาย ซึ่งเป็นคำใหม่ในสมัยนั้นแต่มีความหมายลีกซึ้ง

หลวงพ่อวัดปากน้ำถือว่า การปฏิบัติธรรมด้านวิปัสนากัมมัฏฐานเป็นงานสำคัญ ฉนั้นในทางคันถธุระ ท่านจึงได้มอบหมายให้ศิษย์ที่เป็นพระเปรียญช่วยดำเนินการแทน อนึ่ง ทุกครั้งที่หลวงพ่อวัดปากน้ำลงพระอุโบสถ หรือสวดมนต์ท่านจะอธิษฐานจิตของท่านเสมอว่า “…บรรพชิตที่ยังไม่มา ขอให้มา ที่มาแล้ว ขอให้อยู่เป็นสุข…” ฉนั้น ท่านใดที่มีทุกข์และไม่เคยไปวัดปากน้ำ กระผมขอแนะนำให้ไปทำบุญหรือไปนมัสการหลวงพ่ดวักปากน้ำ บางทีความทุกข์ของท่านอาจจะหายไปได้

(บทความนี้ได้คัดลอกมาจากหนังสือของ คุณ สามารถ คงสัตย์ จึงขอขอบคุณมา ณ ที่นี้)

ค้นหาภาษาถิ่น
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Search in posts
Search in pages

ความสำคัญของภาษาถิ่น
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี

ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวาง เช่น ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19

“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทางหนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมายังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *