พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ปี พ.ศ. 2475

พระเกจิ

ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ กรุงเทพมหานครฯ จะมีอายุครบ ๑๕๐ ปี ดังนั้นในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗) ทรงแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งเพื่อปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ให้ทันกับการสมโภชกรุงเทพมหานครซึ่งจะมีอายุครบ ๑๕๐ ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ โดยโปรดเกล้าฯ ตั้งสมเด็จพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิตทรงเป็นประธานคณะกรรมการ

คณะกรรมการปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดารามได้ประชุม และประมาณการด้านรายจ่ายที่จะต้องใช้ในการปฏิสังขรณ์ครั้งนั้นไว้ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ บาท ต่อมา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชศรัทธา อุทิศพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ๒๐๐,๐๐๐ บาท เป็นทุนในการปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม คณะรัฐบาลได้อนุมัติเงินแผ่นดินสมทบทุนในการปฏิสังขรณ์ฯ อีก ๒๐๐,๐๐๐ บาท สำหรับส่วนที่ยังขาดอีก ๒๐๐,๐๐๐ บาทนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯที่จะให้พระบรมวงศานุวงศ์ข้าราชการ ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสที่จะบำเพ็ญกุศลร่วมกัน ดังนั้นคณะกรรมการปฏิสังขรณ์ฯจึงได้ดำเนินการเรี่ยไรโดยมีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติจัดพนักงานรับเรี่ยไร พร้อมทั้งมีการโฆษณาประกาศบอกบุญตามใบปลิวที่โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจพิมพ์ถวายเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๓ อนึ่ง ผู้ที่มีจิตศรัทธาบริจาคปัจจัยร่วมปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม จะได้รับใบเสร็จเป็นหลักฐานพร้อมเหรียญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร

สำหรับผู้ที่บริจาคตั้งแต่ ๕ บาทขึ้นไปนั้น ตามประกาศระเบียบการรับเรี่ยไร การปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (หอรัษฏากรพิพัฒน์ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๓) กล่าวว่า กรรมการจะได้รวบรวมรายนามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นคราว ๆ

ต่อมาปรากฏว่า ได้มีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับเหรียญที่ระลึกที่จะสมณาคุณตอบแทนสำหรับผู้บริจาคปัจจัยร่วมปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กล่าวคือตามใบแจ้งความของสำนักงานผู้อำนวยการวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ความว่า “…เหรียญที่ระลึกชุดนี้ได้สร้างก่อนการปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดารามครั้งใหญ่และเนื่องจากประชาชนมีความศรัทธา จึงได้ให้หลายบริษัทช่วยกันผลิตเพื่อให้ทันความต้องการ คือ บริษัทเดอลารู เพาะช่าง นาถา จารุประกร สุวรรณประดิษฐ์ ฮั่งเตียนเซ้ง โดยผู้บริจาคเงิน จะได้รับเหรียญสมนาคุณตามลำดับ ดังนี้

๑) ผู้บริจาค ตั้งแต่ ๒,๐๐๐ บาทขึ้นไป ได้รับเหรียญทองคำ
๒) ผู้บริจาค ตั้งแต่ ๕๐๐ บาทขึ้นไป ได้รับเหรียญเงิน
๓) ผู้บริจาค ตั้งแต่ ๒๐๐ บาทขึ้นไป ได้รับเหรียญนิเกิล
๔) ผู้บริจาค ตั้งแต่ ๑๐๐ บาทขึ้นไป ได้รับเหรียญทองแดง
ปัจจุบัน เหรียญพระแก้วมรกต ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็ฯที่นิยมแต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่า

๑) เหรียญพระแก้วมรกต ทองคำ สนนราคาแพงมาก
๒) เหรียญพระแก้วมรกต ด้านหลังที่พิมพ์ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ค่อนข้างจะได้รับนิยมมากกว่าเหรียญพระแก้ว มรกตที่มีด้านหลังเป็นยันต์กงจักรและระบุชื่อบริษัท
ก่อนจะจบประวัติเหรียญพระแก้วมรกตนี้ ใคร่ที่จะใหข้อคิดกับท่านว่า เหรียญพระแก้วมรกต ไม่ว่าจะเป็นทองคำ เงิน นิเกิล ทองแดง ผ่านพิธีเดียวกันฉะนั้นพุทธคุณก็ย่อมดีเหมือนกัน ส่วนผู้ใดจะศรัทธาชนิดใดก็ขอให้ท่านใคร่ครวญดูเอาเองและระวังของปลอมให้ดี

(บทความนี้ได้คัดลอกมาจากหนังสือของ คุณ สมชาย พุ่มสะอาด จึงขอขอบคุณมา ณ ที่นี้)

ค้นหาภาษาถิ่น
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Search in posts
Search in pages

ภาษาถิ่น เป็นภาษาย่อยที่ใช้พูดจากันในท้องถิ่นต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากการใช้ภาษาเพื่อการสื่อความหมาย ความเข้าใจกันระหว่างผู้คนที่อาศัยอยู่ตามท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่งอาจจะแตกต่างไปจากมาตรฐาน หรือภาษาที่คนส่วนใหญ่ของแต่ละประเทศใช้กัน และอาจจะแตกต่างจากภาษาในท้องถิ่นอื่นทั้งทางด้านเสียง คำและ การใช้คำ

ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่มีลักษณะเฉพาะ ทั้งถ้อยคำ และสำเนียง ภาษาถิ่นจะแสดงถึงเอกลักษณ์ ลักษณะความเป็นอยู่ และวิถีชีวิตของผู้คน ในท้องถิ่นของแต่ละภาค ของประเทศไทย บางทีเรียกว่า ภาษาท้องถิ่น และหากพื้นที่ของผู้ใช้ภาษานั้นกว้างก็จะมีภาษาถิ่นหลากหลาย และมีภาษาถิ่นย่อย ๆ ลงไปอีก

ภาษาถิ่น แบ่งได้เป็น 4 ถิ่นใหญ่ ๆ คือ ภาษาถิ่นกลาง ภาษาถิ่นเหนือ ภาษาถิ่นอีสานและภาษาถิ่นใต้

ภาษาถิ่นกลาง
ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในบางจังหวัดของภาคกลาง เช่น เพชรบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี นครปฐม อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในจังหวัดเหล่านี้ มีสำเนียงพูดที่แตกต่างกันออกไป จะมีลักษณะเพี้ยนเสียงไปจากภาษากลางที่เป็นภาษามาตรฐาน

ภาษาถิ่นเหนือ
หรือภาษาถิ่นพายัพ (คำเมือง) ได้แก่ ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในบางจังหวัดของภาคเหนือตอนบน หรือภาษาในอาณาจักรล้านนาเดิม มักจะพูดกันมากในจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย พะเยา ลำปาง น่าน ลำพูน ตาก แพร่ เป็นต้น

ภาษาถิ่นอีสาน
ภาษาถิ่นอีสานของประเทศไทยมีลักษณะใกล้เคียงกับภาษาที่พูดที่ใช้กันในประเทศลาว แต่ภาษาอีสานก็ยังถือว่าเป็นภาษาถิ่นของภาษาไทย ภาษาถิ่นอีสานมีภาษาถิ่นย่อยหลายภาษา ได้แก่ ภาษาที่ชนกลุ่มใหญ่ในภาคอีสานใช้พูดจากัน ซึ่งใช้สื่อสารอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคอีสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น สกลนคร หนองคาย นครพนม ขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด เลย ชัยภูมิ มหาสารคาม กาฬสินธุ์ เป็นต้น

ภาษาถิ่นใต้
ได้แก่ ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคใต้ของประเทศไทย ลงไปถึงชายแดนประเทศมาเลเซีย รวม 14 จังหวัด เช่น ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต พัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช เป็นต้น และบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภาษาถิ่นใต้ ยังมีภาษาถิ่นย่อยลงไปอีก เป็นภาษาถิ่นใต้ ภาคตะวันออก เช่น ภาษาถิ่นที่ใช้ใน จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ตรัง สตูล ภาษาถิ่นใต้ตะวันตก เช่น ภาษาถิ่นที่ใช้ในจังหวัดกระบี่ พังงา ระนอง สุราษฎร์ธานีและชุมพร และภาษาถิ่นใต้สำเนียงเจ๊ะเห เช่น ภาษาถิ่นที่ใช้ในจังหวัดนราธิวาส และ ปัตตานี ในแต่ละภาคก็จะมีภาษาถิ่นใต้ เป็นภาษาถิ่นย่อยลงไปอีก เช่น ภาษาถิ่นระนอง ภาษาถิ่นภูเก็ต ภาษาถิ่นพัทลุง ภาษาถิ่นสงขลา เป็นต้น ภาษาถิ่นย่อยเหล่านี้อาจจะมีเสียง และคำที่เรียกสิ่งเดียวกันแตกต่างกันออกไป

ภาษาถิ่นตะวันออก
วิเศษ ชาญประโคน (2550, หน้า 40-41) ได้กล่าวถึง ภาษาถิ่นตะวันออกว่าเป็นภาษาย่อย ที่ใช้พูดจากัน ในท้องถิ่นตะวันออกมี ระยอง จันทบุรี ตราด เป็นต้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *