คาดหยุดยาว 4 วัน (25-28 ก.ค.63) เงินสะพัด 6,800 ล้านบาท คนเที่ยว 1.89 ล้านคน

ข่าวเศรษฐกิจ

1.ระหว่างวันที่ 25-28 ก.ค.2563 ถือเป็นช่วงหยุดยาว 4 วันเนื่องในวันหยุดชดเชยวันสงกรานต์ และวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

2.นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวช่วงหยุดยาว 4 วัน คาดว่า
– จะมีคนไทยเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ภายในประเทศประมาณ 1.89 ล้านคน-ครั้ง

– มีการใช้จ่ายสร้างรายได้หมุนเวียนมากกว่า 6,800 ล้านบาท

– อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 24%

3.บรรยากาศการท่องเที่ยวของคนไทยเริ่มฟื้นตัว แต่อาจจะคึกคักน้อยกว่าช่วงวันหยุดวันเข้าพรรษาที่ผ่านมาเล็กน้อย เนื่องจาก
– มีวันหยุดยาวติดกันหลายช่วง ทำให้นักท่องเที่ยวมีโอกาสเลือกช่วงเวลาของการเดินทาง

– ประชาชนบางส่วนเลือกเดินทางไกลเพื่อกลับภูมิลำเนา พาครอบครัวไปทำบุญในวันสำคัญทางพุทธศาสนาเมื่อวันหยุดที่ผ่านมา

– ปัญหาค่าครองชีพ ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ยังต้องระมัดระวังการใช้จ่าย

4.ให้การเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวครั้งนี้ น่าจะ
– เป็นการเดินทางท่องเที่ยวในระยะทางใกล้ๆ เที่ยวในจังหวัดรอบข้าง
– เดินทางกันเป็นกลุ่มเล็กๆ แบบกลุ่มครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน
– เน้นการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลซึ่งให้ความมั่นใจในเรื่องของความปลอดภัยและสุขอนามัยเป็นหลัก

5.การเดินทางในกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ บขส. คาดว่าจะมีปริมาณไม่มากเท่ากับช่วงวันหยุดที่ผ่านมา โดยเมื่อวันที่ 21 ก.ค.2563 มีจำนวนผู้โดยสารจองตั๋วล่วงหน้าทั่วประเทศในช่วงวันหยุดยาวประมาณ 5-10% แ

6.แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ทั้งทะเล ภูเขา และน้ำตกยังเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ที่คนไทยอยากออกไปสัมผัสในช่วงวันหยุดพักผ่อน

7.ปัจจัยเสริมจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนร่วมมือกันเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวครั้งนี้ มีหลายปัจจัยด้วยกัน

– การหยุดยาวต่อเนื่อง 4 วัน

– มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ ทั้งโครงการกำลังใจและเราเที่ยวด้วยกัน ที่ออกมาเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในห่วงโซ่ของภาคการท่องเที่ยวและกระตุ้นประชาชนให้เกิดการเดินทางและใช้จ่ายในสถานที่ท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

– การยกเว้นค่าธรรมเนียมผ่านทางมอเตอร์เวย์จำนวน 2 เส้นทาง

– ททท.ร่วมกับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่จัดโปรโมชั่นต่างๆ ทั้งลดแลกแจกแถม เพื่อกระตุ้นนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่

– การจัดกิจกรรมไฮไลท์ในช่วงหน้าฝน และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติหลังจากล็อกดาวน์กลับมาอุดมสมบูรณ์ สะอาด และสวยงาม

ภาษาถิ่น เป็นภาษาย่อยที่ใช้พูดจากันในท้องถิ่นต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากการใช้ภาษาเพื่อการสื่อความหมาย ความเข้าใจกันระหว่างผู้คนที่อาศัยอยู่ตามท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่งอาจจะแตกต่างไปจากมาตรฐาน หรือภาษาที่คนส่วนใหญ่ของแต่ละประเทศใช้กัน และอาจจะแตกต่างจากภาษาในท้องถิ่นอื่นทั้งทางด้านเสียง คำและ การใช้คำ

ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่มีลักษณะเฉพาะ ทั้งถ้อยคำ และสำเนียง ภาษาถิ่นจะแสดงถึงเอกลักษณ์ ลักษณะความเป็นอยู่ และวิถีชีวิตของผู้คน ในท้องถิ่นของแต่ละภาค ของประเทศไทย บางทีเรียกว่า ภาษาท้องถิ่น และหากพื้นที่ของผู้ใช้ภาษานั้นกว้างก็จะมีภาษาถิ่นหลากหลาย และมีภาษาถิ่นย่อย ๆ ลงไปอีก

ภาษาถิ่น แบ่งได้เป็น 4 ถิ่นใหญ่ ๆ คือ ภาษาถิ่นกลาง ภาษาถิ่นเหนือ ภาษาถิ่นอีสานและภาษาถิ่นใต้

ภาษาถิ่นกลาง
ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในบางจังหวัดของภาคกลาง เช่น เพชรบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี นครปฐม อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในจังหวัดเหล่านี้ มีสำเนียงพูดที่แตกต่างกันออกไป จะมีลักษณะเพี้ยนเสียงไปจากภาษากลางที่เป็นภาษามาตรฐาน

ภาษาถิ่นเหนือ
หรือภาษาถิ่นพายัพ (คำเมือง) ได้แก่ ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในบางจังหวัดของภาคเหนือตอนบน หรือภาษาในอาณาจักรล้านนาเดิม มักจะพูดกันมากในจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย พะเยา ลำปาง น่าน ลำพูน ตาก แพร่ เป็นต้น

ภาษาถิ่นอีสาน
ภาษาถิ่นอีสานของประเทศไทยมีลักษณะใกล้เคียงกับภาษาที่พูดที่ใช้กันในประเทศลาว แต่ภาษาอีสานก็ยังถือว่าเป็นภาษาถิ่นของภาษาไทย ภาษาถิ่นอีสานมีภาษาถิ่นย่อยหลายภาษา ได้แก่ ภาษาที่ชนกลุ่มใหญ่ในภาคอีสานใช้พูดจากัน ซึ่งใช้สื่อสารอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคอีสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น สกลนคร หนองคาย นครพนม ขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด เลย ชัยภูมิ มหาสารคาม กาฬสินธุ์ เป็นต้น

ภาษาถิ่นใต้
ได้แก่ ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคใต้ของประเทศไทย ลงไปถึงชายแดนประเทศมาเลเซีย รวม 14 จังหวัด เช่น ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต พัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช เป็นต้น และบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภาษาถิ่นใต้ ยังมีภาษาถิ่นย่อยลงไปอีก เป็นภาษาถิ่นใต้ ภาคตะวันออก เช่น ภาษาถิ่นที่ใช้ใน จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ตรัง สตูล ภาษาถิ่นใต้ตะวันตก เช่น ภาษาถิ่นที่ใช้ในจังหวัดกระบี่ พังงา ระนอง สุราษฎร์ธานีและชุมพร และภาษาถิ่นใต้สำเนียงเจ๊ะเห เช่น ภาษาถิ่นที่ใช้ในจังหวัดนราธิวาส และ ปัตตานี ในแต่ละภาคก็จะมีภาษาถิ่นใต้ เป็นภาษาถิ่นย่อยลงไปอีก เช่น ภาษาถิ่นระนอง ภาษาถิ่นภูเก็ต ภาษาถิ่นพัทลุง ภาษาถิ่นสงขลา เป็นต้น ภาษาถิ่นย่อยเหล่านี้อาจจะมีเสียง และคำที่เรียกสิ่งเดียวกันแตกต่างกันออกไป

ภาษาถิ่นตะวันออก
วิเศษ ชาญประโคน (2550, หน้า 40-41) ได้กล่าวถึง ภาษาถิ่นตะวันออกว่าเป็นภาษาย่อย ที่ใช้พูดจากัน ในท้องถิ่นตะวันออกมี ระยอง จันทบุรี ตราด เป็นต้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *