เกษียณอายุ แต่อยากทำงาน! 5 บริษัทใหญ่ ที่เปิดรับพนักงานที่ “เกษียณ” แล้วเข้าทำงาน

ข่าวเศรษฐกิจ

(7 ตุลาคม 2563) หลัง 30 ก.ย. 63 วาระ “เกษียณอายุราชการ” กลับมาอีกครั้ง นับเป็นช่วงเวลาที่เพิ่มจำนวนผู้สูงอายุวัย 60 ปี ในกลุ่มประชากรไทย จากข้อมูลของ United Nations World Population Ageing พบว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุ โดยสมบูรณ์ (Aged Society) ซึ่งสหประชาชาติระบุว่า ประเทศที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป ในสัดส่วนเกิน 10% ของประชากรทั้งประเทศ ถือว่าประเทศนั้นก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หรือ Aging Society และจะเป็น “สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ” (Aged Society) เมื่อสัดส่วนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นถึง 20%

สำหรับประเทศไทย คาดการณ์ว่าในปี 2564 ไทยจะเข้าสู่สังคมประชากรสูงวัยแบบสมบูรณ์ โดยมีผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปี เกิน 20% ของจำนวนประชากรทั้งหมด

ทว่า ผู้สูงอายุ หรือผู้สูงวัยจำนวนมาก ยังมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง มีประสบการณ์การทำงานที่หลากหลาย และเชี่ยวชาญในหลายเรื่อง ซึ่งนับเป็นกลุ่มประชากรที่ยังมีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

“กรุงเทพธุรกิจออนไลน์” อัพเดทกลุ่มบริษัทที่เปิดรับสมัครผู้สูงอายุเข้าทำงานในตำแหน่งต่างๆ พร้อมเงื่อนไขในการรับสมัครเบื้องต้น โดยเป็นข้อมูลที่อัพเดทในวันที่ 2 ต.ค. 63 จากการสอบถามของทีมงานกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ ดังนี้

1. Homepro (โฮมโปร)

โครงการ “YOUNG SMART” หรือ “ยังสามารถ” ของโฮมโปร เปิดรับผู้สูงวัยเข้าทำงานในตำแหน่งต่างๆ คุณสมบัติโดยรวมเป็นชาย/หญิง อายุ 60 ปี สุขภาพแข็งแรง ใจรักงานบริการ ทำงานเป็นกะได้ โดยในช่วงแรกจะให้เป็นพนักงานพาร์ทไทม์ อัตราค่าจ้างวันละ 400 บาท ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง และอาจมีการพิจารณาต่างๆ ต่อไป

ส่วนตำแหน่งที่เปิดรับในขณะนี้ คือ พนักงานบริการหน้าร้าน พนักงานแนะนำสินค้า และพนักงานคลังสินค้า ขึ้นอยู่กับความถนัดของผู้สมัคร และตำแหน่งสาขาเปิดรับ โดยทำงานเฉพาะวันเสาร์ อาทิตย์

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ส่งประวัติและผลงานขอรับการพิจารณาเบื้องต้นที่เฟซบุ๊ค “Job at Home Pro” (https://www.facebook.com/Jobsathomepro) ติดต่อแผนกทรัพยากรบุคคลทุกสาขาทั่วประเทศ หรือโทร 087 092 2233 อีเมล [email protected]

2. IKEA (อิเกีย)

อิเกีย เปิดรับสมัครผู้สูงอายุที่รักการแต่งบ้าน ตำแหน่งพนักงานพาร์ทไทม์ รายได้ ชั่วโมงละ 64 บาท โดยคุณสมบัติเบื้องต้นคือจะต้องมีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไปที่มีไฟในการทำงาน มีใจรักงานบริการ สุขภาพแข็งแรง ทำงานเป็นกะได้ และไม่จำกัดวุฒิการศึกษา ซึ่งสามารถเลือกเวลาในการทำงานได้ตามสะดวก ทั้งนี้เป็นไปตามข้อตกลงเป็นเคสๆ ไป

สำหรับผู้ที่สนใจ ส่งประวัติส่วนตัวและประวัติการทำงาน เพื่อรับการพิจารณา ทางอีเมล [email protected]

3. Central (เซ็นทรัล)

คุณสมบัติเบื้องต้นมีอายุ 50 ปีขึ้นไป วุฒิการศึกษา ม.3 ขึ้นไป มีใจรักงานบริการ พนักงานช่วยขาย พนักงานช่วยแคชเชียร์ ในกลุ่ม Department Store โดยต้องสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งงานของแต่ละสาขา เนื่องจากแต่ละสาขาจะมีตำแหน่งงานว่างที่แตกต่างกัน โดยเปิดรับในฐานะพนักงานพาร์ทไทม์มีค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท/วัน

ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายบุคคล เซ็นทรัล สำนักงานใหญ่ 02 101 8000

4. B2S (บีทูเอส)

ร้าน บีทูเอส เปิดรับสมัครพนักงาน ชาย/หญิง อายุ 60 ปี วุฒิการศึกษา ม.3 ขึ้นไป โดยรับสมัครในตำแหน่งต่างๆ ซึ่งแตกต่างกันออกไปตามแต่ละสาขา โดยรับในฐานะประจำ 10,000 บาท/เดือน ขึ้นไป ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน

โดยจากการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ทีมงานบีทูเอสแนะนำว่า สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเดินเข้าไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและตำแหน่งว่างในสาขาที่สนใจได้ตามเวลาเปิด-ปิดของร้าน เนื่องจากบีทูเอสคำนึงถึงความสะดวกในการเดินทางของพนักงานเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม สามารถสอบถามข้อมูลเบื้องต้นได้ที่เพจเฟซบุ๊ค “B2S Thailand” (https://www.facebook.com/B2SThailand)

5. Tesco Lotus (เทสโก้ โลตัส)

เทสโก้ โลตัส ยังคงเปิดรับสมัครพนักงานตำแหน่งต่างๆ สำหรับผู้สูงอายุ ที่อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป คุณสมบัติเพศชาย/หญิง ที่มีใจรักการบริการ วุฒิการศึกษาตั้งแต่ระดับ ม.3 ขึ้นไป โดยรายได้สามารถสอบถามกับสาขา เนื่องจากอาจแตกต่างกันออกไปตามตำแหน่งและเวลาการทำงาน โดยผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่สาขาใกล้บ้าน หรือสามารถฝากประวัติไว้กับเว็บไซต์ของ Tesco Lotus (https://th.tesco-careers.com) ได้

เครดิต
https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/900565

ความสำคัญของภาษาถิ่น
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี

ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวาง เช่น ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19

“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทางหนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมายังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *