“เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” เผยเรื่องเสียซิงตอน ปวช. แค่อยากเรียกยอดวิวให้ลูกค้า

ข่าวบันเทิง

“เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” คิดใหม่ทำใหม่ เป็นฝ่ายเคลียร์ใจพ่อ ต่างฝ่ายต่างขอโทษกัน ลืมเรื่องราวในอดีต รู้สึกผิดที่ผ่านมาให้เงินพ่อน้อยเกินไป เพิ่งควักเงินก้อนใหญ่ให้พ่อตั้งตัว ก่อนชี้แจง เผยเรื่องเสียซิงตอน ปวช. แค่อยากเรียกยอดวิวให้ลูกค้า ต่อไปจะเซฟตัวเองให้มากกว่านี้ ชี้ซื้อบ้าน รถ เปิดบริษัทด้วยเงินสดกว่า 10 ล้านเพราะไม่อยากเป็นหนี้


หลังจากมีประเด็นดรามากับคุณพ่อจนน้ำตาแตก ล่าสุดเรื่องเงียบ “เจนนี่ รัชนก สุวรรณเกตุ” หรือ “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” ก็ออกมาเผยว่าตอนนี้เคลียร์ใจกันเรียบร้อยแล้ว โดยตนเป็นฝ่ายที่เดินเข้าไปหาพ่อ จนทำให้พ่อถึงขั้นน้ำตาแตก

“ในส่วนของคุณพ่อก็เคลียร์กันแล้วค่ะ ตอนนี้ก็กลับมาคุยกันดี ยอมรับว่ากว่าจะเคลียร์กันได้ก็ต่างเงียบกันไปเหมือนไปทบทวนตัวเองกันพักใหญ่ แต่หนูก็เป็นฝ่ายเลือกที่จะเข้าหาดีกว่า เพราะว่าคนเราก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้นานแค่ไหน ถ้าวันนึงพ่อไม่ได้อยู่กับเราแล้ว เราอาจจะมานั่งเสียใจทีหลังก็ได้ ก็เลยคิดใหม่ทำใหม่ ทำวันนี้ให้ดีที่สุดดีกว่าค่ะ”

“ตอนนี้ก็ได้ติดต่อต่อเนื่องค่ะ คุณพ่อก็ดีใจมาก ตอนที่เรากลับมาคุยกันครั้งแรกเขาก็ร้องไห้เลยค่ะ บอกว่าพ่อขอโทษกับสิ่งที่ผ่านมา หนูก็ขอโทษเหมือนกัน คือเราไม่รู้เลยว่าเรื่องนี้ใครกันแน่ที่เป็นคนผิด แต่เราเลือกที่จะลืมเรื่องเก่าๆ ไปและเริ่มต้นใหม่กันค่ะ ส่วนเรื่องคดีก็ยกเลิกไปหมดแล้วค่ะ แต่ถ้าในส่วนของคุณป้าคือไม่รู้เลย ไม่ได้คุยกันเลยค่ะ ไม่ได้คุยตั้งแต่ตอนที่มีเรื่องมา ความสัมพันธ์กับพ่อดีขึ้นค่ะ เหมือนพอเราได้เจออุปสรรคอะไรกันมาเราก็จะปรับตัว ทบทวนดีขึ้น”

เพิ่งส่งเงินก้อนใหญ่ให้พ่อตั้งตัว รู้สึกผิดที่ผ่านมาให้น้อยเกินไป
“ส่งค่ะ ส่งตลอด และล่าสุดก็เพิ่งส่งก้อนใหญ่ให้เพื่อที่จะให้พ่อตั้งตัว เพราะเราก็ไม่รู้ว่าอาชีพการงานของเราจะให้เงินก้อนพ่อได้อีกนานแค่ไหน ก็เลยเลือกที่จะให้ก่อน ก็อยากให้คุณพ่อดีขึ้นค่ะ แล้วก็รู้สึกผิดด้วยว่าที่ผ่านมาเราอาจจะให้น้อยไปแน่ๆ เลย

โดนสวดยับ ออกมายอมรับเสียซิงตั้งแต่ปวช. สารภาพตอบเพื่อเรียกยอดวิวให้ลูกค้า
“อันนี้ถ้าใครติดตามหรือเป็นเอฟซีจริงๆ จะรู้ว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรนำมาแชร์ต่อหรือนำมาเชื่อถือเลย เพราะว่าคลิปนี้​เพื่อรีวิวสินค้า และการตอบคำถามจะตอบโกหกก็ได้ ตอบจริงก็ได้ แต่สิ่งที่่หนูตอบไปหนูทำเพื่อพยายามเรียกยอดวิวให้ลูกค้า ว่าถ้าเราพูดอะไรอย่างนี้ยอดวิวต้องเยอะขึ้นแน่ๆ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แค่เยอะขึ้นแล้ว แต่มันบูมเลย ลูกค้าโอเคมากนะคะ แต่หนูก็คุยกับลูกค้าแล้วว่าต่อไปอาจจะต้องเซฟตัวเองบ้าง เพราะคนที่ตามเราก็ไม่ใช่แค่วัยรุ่น แต่มีเยาวชนด้วย ก็ค่อยๆ ปรับไปค่ะ”

หนูก็โดนด่าเยอะเหมือนกัน ตัวเราน่ะไม่เป็นไร แต่พอด่าแล้วแม่อ่านก็จะเครียดไป แต่หนูก็พยายามคุยกับแม่นะ คือวันที่เราอัดคลิปแม่ก็อยู่ด้วย

ซึ่งมันเป็นคำพูดที่เล่นกันตลกๆ แต่จริงๆ มันก็ไม่ได้ตลกสำหรับทุกคน หนูก็คงจะต้องเซฟตัวเองกว่านี่ค่ะเวลาจะพูดอะไร เราเป็นคนของโซเชียลแล้วด้วยตอนนี้ ก็โดนกระหน่ำเยอะเหมือนกัน แต่ไม่เป็นไรค่ะ เอาใหม่ คนเราเอาใหม่ได้เสมอ”

ควักกว่า 10 ล้านซื้อบ้าน รถสองคัน เปิดค่ายเพลงด้วยเงินสด ไม่อยากเป็นหนี้
เงินสดหมดค่ะ บ้า​น 6 ล้าน ค่ายเพลงก็ 7 ล้านค่ะ ทั้งหมดก็ 10 กว่าล้าน แต่ที่ออกมาบอกแบบนี้หนูไม่ได้จะโม้หรืออะไรเลยนะ แต่เอาจริงๆ คือหนูไม่เคยมี และที่ต้องซื้อสดเพราะหนูไม่อยากเป็นหนี้อีกแล้ว คือเราก็ไม่รู้อนาคต แล้วถ้าต่อไปเราผ่อนไม่ได้จะทำยังไงถูกไหมคะ ก็เลยเลือกที่จะซื้อสดหมดทุกอย่าง รถบีเอ็มด้วย รถอัลพาร์ดด้วยค่ะ”

ความสำคัญของภาษาถิ่น
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี

ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวาง เช่น ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19

“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทางหนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมายังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น