รู้จัก “ชาเขียว” สุดยอดเครื่องดื่ม ที่ไม่ได้มีดีแค่รสชาติ!

ข่าวบันเทิง

หากจะเอ่ยถึง “ชาเขียว” แล้ว แน่นอนว่าคงไม่มีใครไม่รู้จัก ด้วยกลิ่นหอม ๆ และรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ จึงทำให้เครื่องดื่มที่มีต้นกำเนิดจากญี่ปุ่นชนิดนี้ครองใจนักดื่มชาไปทั่วโลก หรือแม้แต่ในบ้านเราเองที่นิยมชาชนิดนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งชาเขียวไม่เพียงแค่มีรสชาติดีถูกปาก หากแต่ยังมอบคุณประโยชน์ต่อร่างกายผู้ดื่มอีกด้วย

ในประเทศญี่ปุ่นนั้น มีชาเขียวหลากหลายประเภทให้ได้เลือกดื่มกัน ตั้งแต่ชารสชาติสดชื่น ดื่มง่าย ดื่มได้ทุกเวลา, ชารสนุ่มละมุนที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายเมื่อดื่ม , ชารสเข้มข้นที่ใช้สำหรับประกอบพิธีชงชาศักดิ์สิทธิ์ ตลอดจนชาหายาก ที่ให้รสอูมามิอันเป็นเอกลักษณ์ ถือว่าเป็นชาที่ดีที่สุดและถูกยกย่องให้เป็น “ราชันย์แห่งชา”

ทว่า…กว่าที่จะมาเป็นชาเขียวให้ได้ดื่มสัก 1 ถ้วยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องผ่านขั้นตอนที่พิถีพิถัน ตั้งแต่การปลูก ผลผลิตที่ดีย่อมเกิดจากแหล่งผลิตที่มีคุณภาพ ดังนั้น ดิน น้ำ อากาศ และสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ของไร่ชา ล้วนแต่ส่งผลต่อคุณภาพของชาโดยตรง

เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว ผู้เชี่ยวชาญจะเก็บใบชาช่วงยอดอ่อนด้วยมืออย่างทะนุถนอม จากนั้นใบชาจะถูกอบด้วยไอน้ำให้เร็วที่สุด เพื่อรักษาสีและกลิ่นเฉพาะของชา และยังเป็นการคงสารอาหารและรักษาคุณภาพของใบชาที่ดีเอาไว้

หากเป็นชาระดับพรีเมียมแล้ว จะยิ่งได้รับการดูแลอย่างพิเศษแตกต่างจากชาเขียวทั่วไป ด้วยการปลูกแบบคลุมชาเพื่อหลีกเลียงแสงแดด เพื่อให้ได้ใบชาที่มีรสชาติกลมกล่อม ไม่ขมฝาด และยังคงคุณค่าจากใบชาเขียวอย่างเต็มที่

และแม้จะขึ้นชื่อว่าชาเขียวเหมือนกัน แต่ด้วยขั้นตอนการผลิตที่ไม่เหมือนกัน จึงทำให้ชื่อที่ใช้เรียก, ขั้นตอนการชง, กลิ่น, รสชาติ, คุณประโยชน์ และระดับความหายาก มีความแตกต่างกันออกไป เราลองมาทำความรู้จักกันดีกว่า ว่าจริง ๆ แล้ว ชาเขียวที่ดื่มหรือเคยดื่มกันนั้นมีอะไรบ้าง

Sencha
เซนฉะ ถือได้ว่าเป็นชาที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 ของชาวญี่ปุ่น เพราะมีกลิ่นหอม ให้ความสดชื่น ดื่มง่าย และดื่มได้ทุกเวลา โดยหลังจากเก็บเกี่ยว ใบชาจะถูกนำไปนึ่งเพื่อป้องกันไม่ให้ใบชาสูญเสียน้ำ ก่อนที่จะถูกนำไปรีด ปั้นเป็นก้อน ตากให้แห้ง ใบชาเซนฉะมักจะมีรสหวาน และอุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย

Genmaicha
เก็นไมฉะ หรือ ชาข้าวคั่วญี่ปุ่น ทำจากยอดอ่อนใบชาและข้าวกล้องญี่ปุ่นชั้นดี ที่ถูกคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ผ่านการคั่วด้วยกระทะร้อน ๆ จนได้กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ ด้วยรสชาติที่อ่อนนุ่มพร้อมความหอม เก็นไมฉะ จึงเป็นชาที่ชาวญี่ปุ่นมักเลือกทานคู่กับมื้ออาหาร หรือเติมความสดชื่นในทุก ๆ วัน และถือเป็นอีกหนึ่งชาเขียวยอดนิยมของชาวญี่ปุ่น

Matcha
มัทฉะ ถือเป็นชาเขียวพรีเมียม ที่ชาวญี่ปุ่นโบราณใช้สำหรับประกอบพิธีชงชาศักดิ์สิทธิ์ หลังจากการเก็บเกี่ยว ใบชาจะถูกผึ่งด้วยความเย็น เพื่อคงรสสัมผัสของชาเขียวไว้ให้สมบูรณ์ หลังจากนั้นจะใช้การบดใบชาทั้งใบด้วยโม่หินจนละเอียด เป็นผงมัทฉะที่มีรสเข้มข้นและมีคุณค่าจากใบชาเต็มใบ

Kabusecha
คาบูเซฉะ มาจากคำว่า คาบูเชรุ ที่แปลว่าการคลุม เพราะยอดอ่อนใบชาจะถูกปกคลุมด้วยตาข่าวดำ เพื่อเลี่ยงแสงแดด เป็นเวลากว่า 1 สัปดาห์ เพื่อให้ชามีความหอม พร้อมรสชาติละมุน ไม่ฝาด และยังคงคุณค่าจากสารคาเทชินซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ คาบูเซฉะ ถือได้ว่าเป็นชาเขียวระดับพรีเมียม เพราะผ่านขั้นตอนการปลูกและดูแลอย่างพิเศษ แตกต่างจากชาเขียวทั่วไป

Gyokuro
ที่สุดชาเขียวชั้นดี ที่ได้รับการขนานนามจากชาวญี่ปุ่นว่าเป็น “ราชันย์แห่งชา” เพราะเป็นชาที่หาได้ยาก ที่มอบสุนทรียรสและคุณค่าอันเป็นเอกลักษณ์ หลังจากถูกปกคลุมด้วยตาข่ายดำนานกว่า 3 สัปดาห์ เพื่อหลีกเลี่ยงแสงแดด สามยอดอ่อนใบชาถูกเก็บเกี่ยวเป็นชาแรกของปีจึงทำได้เพียงปีละครั้ง ก่อนนำมาบรรจงนวดและม้วนด้วยมืออย่างพิถีพิถัน จนใบชาจะมีรูปทรงเรียวงามดั่งปลายเข็ม และเผยรสสัมผัสอูมามิหรือรสกลมกล่อมอันเป็นเอกลักษณ์ที่หาไม่ได้จากชาไหน ทั้งยังมอบคุณประโยชน์สูงสุดคือสารคาเทชิน ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และสารแอล-ธีอะนีน ที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย

และความพรีเมียมของ เกียวคุโระ นี้ได้ส่งตรงถึงมือชาวไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กับ “โออิชิ โกลด์ เกียวคุโระ” จากยอดอ่อนของ ชาต้นฤดู สู่รสสัมผัสและคุณค่าที่แตกต่าง

แต่กว่าจะเป็นเกียวคุโระ ชาที่ชาวญี่ปุ่นยกย่องว่าเป็น “ราชันย์แห่งชา” ที่ทั้งหายาก และมีรสชาติดี รวมถึงคุณประโยชน์ที่เป็นเอกลักษณ์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

ใบชาทั้งหมดจะถูกเก็บเกี่ยวด้วยมือจากไร่มัตสึดะ ไร่ชาซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองโอมาเอะซากิ บนที่ราบสูงมากิโนะฮาระ ดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ด้วยความชุ่มชื้นจากท้องทะเล ผสานกับน้ำบริสุทธิ์ ที่อุดมด้วยแร่ธาตุจากเทือกเขาเจแปนแอลป์ ที่ไหลผ่านตลอดทั้งปี

จึงทำให้ที่นี่เหมาะแก่การเพาะปลูกชาที่สุดในญี่ปุ่น และเป็นแหล่งกำเนิดใบชาคุณภาพเยี่ยมกว่า 100 ปี ใบชาจากไร่มัตสึดะจึงได้รับการการันตีด้วยรางวัล The Emperor’s Cup จากสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น

เครดิต : https://mgronline.com/travel/detail/9630000005038

ความสำคัญของภาษาถิ่น
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี

ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวาง เช่น ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19

“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทางหนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมายังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น