เคลียร์ไม่ลง! ดราม่าใส่ของก๊อป ของ “เนเงิน” แฟน “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” ยังเดือด

ข่าวบันเทิง

1.ล่าสุดในตอนนี้โลกโซเชียลได้มีกระแสดราม่าเป็นอย่างหนักเกี่ยวกับ “เนเงิน เจตริน” แฟนหนุ่มของสาว “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” เจ้าของค่ายเพลงที่กำลังโด่งดังในขณะนี้

2.ประเด็นดราม่าต่างๆ เริ่มมาจากที่จากชาวเน็ตได้ทำการขุดคุ้ยภาพจากเฟซบุ๊กของเนเงิน เจตรินและพูดถึงเรื่องการแต่งกายของเขา ที่ส่วนใหญ่นั้น รูปในเฟซบุ๊กเขา หนุ่มเนเงินมักจะใส่เป็นเสื้อผ้าแบรนด์ก็อป ทำให้ชาวเน็ตวิพากษ์วิจารณ์กันไปในหลายๆประเด็น

3.ประเด็นแรกก็คือ การที่เนเงิน เจตรินใส่เสื้อผ้าก็อปนั้นมันถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ทำผิดกฎหมายอย่างหนึ่ง และตัวเขาเองก็เป็นเน็ตไอดอล ที่มียอดผู้ติดตามมากมาย ไม่ควรที่จะเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีเช่นนี้ให้กับเยาวชนทั่วไปเลียนแบบพฤติกรรมของเขา

4.ในส่วนของประเด็นที่สองก็คือมีชาวเน็ตหลายคนเช่นกัน ที่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ทำไม “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” แฟนสาวของเขาถึงปล่อยให้แฟนหนุ่มเนเงินใส่เสื้อผ้าก็อป ทั้งๆที่ตัวเองเป็นถึงเจ้าของค่ายเพลง และมีรายได้มากมาย น่าจะมีมากพอที่จะซื้อของแบรนด์แท้มาใส่ได้

5.แต่ประเด็นดังกล่าวก็ไม่จบง่ายๆ เพราะ มีแฟนคลับของทางเนเงินหลายคนที่ออกมาปกป้องเขา โดยแฟนคลับส่วนใหญ่ก็ได้แสดงความคิดเห็นประมาณว่า “ เขาใช้ของก๊อปแล้วจะยุ่งอะไร เป็นเจ้าของแบรนด์หรอ ถึงเดือดร้อน” โดยเรื่องนี้เองที่ทำให้เป็นประเด็ดดราม่าขึ้นมาอีกรอบ เนื่องจากเยาวชนกลุ่มนั้น ไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องของการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด

6.และหลังจากที่ดราม่ากำลังลุกลามใหญ่โต หนุ่ม เนเงิน ก็ได้ออกมาชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวของเขาโดยการโพสต์ว่า

“ผมลูกคนจนครับ พ่อผมยังกรีดยางจ้างอยู่เลย ผมไม่มีตังซื้อเสื้อผ้าแพงๆหรอกครับ เพราะส่วนมากผมใส่เสื้อผ้าตลาดนัดแหละครับ”

7.และเพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าเรื่องที่เขาได้ออกมาชี้แจงเป็นความจริง ต่อมาเจ้าตัวจึงได้โพสต์ภาพที่ตัวเองใส่ชุดกรีดยาง และเขียนแคปชั่นในดพสต์ว่า “นี่คือชุดที่ผมชอบที่สุดครับ เพราะตั้งแต่เด็ก ๆ ผมเห็นพ่อผมใส่ชุดนี้ทำงาน หาเงินไห้ผมเรียน ไห้ผมได้มีข้าวกิน ไห้ผมได้กินขนมเหมือนเพื่อนคนอื่น ๆ ก็เพราะชุดนี้แหละครับ ถ้าไม่รู้จักชุดนี้เรียกว่า #ชุดขี้ยาง นะครับ ที่โพสรูปนี้ไม่ได้อะไรนะคับ คือผมจะบอกว่าเสื้อผ้าถูกๆผมก็ใส่ได้ บางครั้งผมซื้อตามตลาดนัด ผมไม่รู้หรอกอันไหนของก๊อปอันไหนแท้ ผมเห็นสวย ๆ ก็ซื้อมาใส่ครับ”

8.แต่ถึงหนุ่มเนเงิน เจตริน แฟนสาวของเจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น จะได้ออกมาโพสต์ชี้แจ้งเช่นนั้นแล้ว ชาวเน็ตก็ยังไม่หยุดที่จะโจมตีเขา โดยชาวเน็ตต่างก็ได้แสดงความคิดเห็นต่ออีกประมาณว่า “ถ้าจะอ้างว่ารายได้น้อย ไม่มีความสามารถที่จะซื้อแบรนด์เนมแท้ใส่ได้ ก็ให้ใส่แบรนด์แท้ราคาถูกก็ได้มีขายเยอะแยะ เพราะสินค้าบางแบรนด์คุณภาพดี สวยงาม และมีราคาที่ทุกคนจับต้องได้ อย่าหาข้ออ้างมาเพื่อสร้างความชอบธรรม ในการละเมิดคนอื่น และสำหรับเขาที่เป็นเจ้าของค่ายเพลงชื่อดัง เขาคงมีต้นทุนมากพอ และเขาเองก็ทำงานที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาโดยตรง เขาน่าจะตระหนักถึงเรื่องนี้ได้ดีกว่าใคร”

9.โดยประเด็ดดราม่าที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ก็ได้ทำให้คนส่วนใหญ่ ได้กลับมาสนใจในเรื่องของ ทรัพย์สินทางปัญญา และการละเมิดลิขสิทธิของสินค้าแบรนด์มากยิ่งขึ้น เพราะนี่ถือเป็นการช่วยเจ้าของแบรนด์ที่ผลิตสินค้าออกมาขาย ให้มีการลอกเลียนแบบสินค้ามาขายตามท้องตลาดน้อยลงด้วย

ความสำคัญของภาษาถิ่น
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี

ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวาง เช่น ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19

“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทางหนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมายังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *