จะไม่ทน! “ใหม่ สุคนธวา” ฟ้องเกรียนคีย์บอร์ด คุกคาม “บังคับให้แสดงออกทางการเมือง”

ข่าวบันเทิง

(20 ต.ค.63) เมื่อ ดาราพิธีกร ใหม่ สุคนธวา เกิดนิมิตร จะไม่ยอมทนอีกต่อไป ได้โพสต์ข้อความผ่าน ไอจี maisukhon โดยมีข้อความว่า “ไอ้ตอนเกรียน ตอนพิมพ์คิดน้อย ไม่คิด พอตอนโดนฟ้อง 1 ล้านบาท จะมาแทนตัวว่านู๋ และมาขอโทษ จุ๊ จุ๊ จุ๊! ไปเล่นที่อื่นค่ะนู๋ นู๋เล่นที่ชั้น 1 นะคะ อย่ามาเล่นที่ชั้น 16 มันคนละชั้นกันค่ะ”

“แม่บอกแล้ว อย่าเล่นกับแม่ ตอนทำไม่คิด ตอนนี้ทำเป็นร้อง ขอโทษนะคะมันย้อนแย้งกันค่ะ มีอีกหลายคนเลยค่ะ ที่แคปไว้ ส่อเสียด ส่งมาด่า ส่งมาขู่ หรือเม้นท์รุนแรง หยาบคาย อยู่ดีๆไม่ว่าดี มาเล่นกับแม่ เดี๋ยวแม่จะเชือดไก่ให้หมา เอ้ย! ให้ลิงมันดู เคนะคะ👌”

“เคารพพื้นที่คนอื่นด้วย เคารพความคิดคนอื่นด้วย หน้าสวยๆอย่ามีความคิดต่ำตมที่ชอบด่าคนอื่นไปทั่วค่ะ มันไม่งาม พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ของนู๋จะอายนะคะ เตรียมรับกรรมให้ทั่วหน้านะคะทุกท่าน!” #ไม่เคยยุ่งกับใครก่อนถ้าใครไม่มายุ่ง #ไม่เคยระรานใครก่อนถ้าไม่มีคนมาระราน

#หยุดคุกคามรุกรานบูลลี่ยัดเยียดส่อเสียดคนท้องได้แล้ว😇🙏🤰👶 #คนจริงไม่พูดเยอะ

มีคนเข้ามาคอมเมนต์มากมาย อาทิ “เม้นเอามันปาก เม้นเอามันตามอารมณ์ตัวเอง สั่งสอนให้ได้บทเรียนบ้างครับคนประเภทนี้” และ “จัดเลยคะ แม่ เห็นคุณอั้ม ก็โดนเหมือนกัน คือ ตลกอะ ตัวเองทำก็ทำไป ทำไมต้องมาบังคับคนอื่น ให้ทำตาม #ใครด่ากู กู ก็ ฟ้อง.นะคะ #คนเราไม่ออกความเห็น เป็นสิทธิของเขา แม่เขาท้องอยู่ คนท้อง ก็ ไม่เว้น นะ พวกความคิด………” เป็นต้น

เหตุการณ์ก่อนหน้านี้

“ใหม่ สุคนธวา” ย้ำชัดจุดยืน วางตัวเป็นกลาง ไม่ยุ่งเกี่ยวฝ่ายใด หากจะแบนก็เชิญ

(17 ต.ค.63) ดาราพิธีกรชื่อดัง ใหม่ สุคนธวา เกิดนิมิตร ได้โพสต์ข้อความผ่านทางอิน สตาแกรมส่วนตัว ถึงจุดยืนวางตัวเป็นกลาง ไม่ขอแสดงความเห็นกับสถานการณ์การชุมนุมที่เกิดขึ้น หลังจากมีคนส่งข้อความถึงเธอว่า ไม่เห็นออกมาเคลื่อนไหวสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเหมือนดาราคนอื่นเลย ซึ่งเธอก็ได้โพสต์ข้อความย้ำชัดจุดยืนของตนเอง วางตัวเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด

โดย ใหม่ สุคนธวา ได้โพสต์ภาพวาดหญิงสาวสามคนสื่อความหมายการปิดหูปิดตาปิดปาก พร้อมข้อความร่ายยาว ระบุว่า “เช้านี้มีข้อความส่งมาว่า ไม่เห็นออกมาเคลื่อนไหวสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเหมือนดาราคนอื่นเลย ไม่รู้สึกอะไรบ้างหรอ? เดี๋ยวจะแบนเราเลย คืองี้นะคะ ดิฉันเป็นนักแสดงที่เป็นคนกลางค่ะ ไม่ขอฝักใฝ่ฝ่ายใดหรือข้างใดทั้งนั้นค่ะ และไม่ขอยุ่งกับทุกเรื่อง ทุกฝ่ายนะคะ ไม่ใช่ไม่รู้สึกนะ ดิฉันเป็นคน มันมีความรู้สึกแหละค่ะ แต่ดิฉันสายบุญ สายธรรมะ หลักในการใช้ชีวิตที่ยึดถือมาตลอด คือ “การเดินทางสายกลาง” ค่ะ”

“ไม่ขอแสดงความรู้สึก ไม่ขอแสดงความคิดเห็นใดใดทั้งสิ้นค่ะ ใครบอกว่าจะแบน จะอันฟอลโลว์ก็เชิญค่ะ ไม่ได้ซีเรียสยอดไลก์ ยอดติดตามค่ะ ขอเป็นตัวเองที่เป็นกลางเท่านั้น ย้ำตรงนี้ว่า ขอไม่ยุ่ง กับเรื่องใดใดที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ทั้งนั้นนะคะ”

“ที่ผ่านมา ไม่ใช่ไม่รู้ร้อนรู้หนาว หรือไม่มีจิตสำนึก แต่ทุกอย่างทำไป ถ้าขาดสติ หรือคิดน้อย ย่อมจะมีทั้งผลเสียและผลดีของมันค่ะ เข้าใจตรงกันนะคะ #เข้าใจทุกฝ่าย #เห็นใจทุกฝ่าย #เดินทางสายกลาง”

ใหม่ สุคนธวา ยังระบุอีกว่า “ตามนี้นะคะ อ่านเอาค่ะ เป็นคนตรงชัดเจนได้ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเสนอความคิดเห็นหรือพูดทุกเรื่อง จะไม่ชอบเราเพราะเราไม่โพสต์เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็ไม่เป็นไรค่ะ แต่ขอให้ได้เป็นตัวเอง และไม่ทำร้ายจิตใจใครไม่ว่าฝ่ายไหนก็พอ ธรรมะทำให้เรามีสติก่อน คิด พูด ทำ🙏 (การวางตัวเป็นกลางในสังคมสำคัญมากกว่าความคิดเห็นนะคะ) #รักทุกคน #รักทุกฝ่าย #คนเรามีดีมีเสียแม้กระทั่งตัวเรา #แม่ท้องแก่ไม่ขอเครียดนะคะ

เครดิต
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_5151101
https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_5131080

ค้นหาภาษาถิ่น
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Search in posts
Search in pages

ความสำคัญของภาษาถิ่น
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี

ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวาง เช่น ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19

“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทางหนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมายังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *