โอ๋-ธนา กิจเจริญวงศ์ วง “นิว โอลด์ สต๊อก” สร้างกระแสจากไวรัสโคโรน่า หรือไม่

คนดังในโซเชียล

 

“โอ๋-ธนา กิจเจริญวงศ์” กับคลิปที่ชื่อ “โคโรน่าคืนที่สองและอาจจะเป็นคืนสุดท้าย” ไลฟ์สดบอกเมืองปิด กลับบ้านไม่ได้ อาหารใกล้หมด

มีคนจำนวนมากมาออกความเห็นในคลิป เช่น

– “ให้ข่าวปลอม ทำไปเพื่ออะไรครับพี่ ถ้าไม่เ-ยจริงทำไม่ได้นะ”

– “ผมรู้แค่ว่า
1. ต้าหลี่ กับ อู้ฮั่น ห่างกัน 1900 km ครับ
2. ไฟต์บินตรงจาก ต้าหลี่ ก็เปิดปกติครับ ไม่เกิน 6000 บาท ต่อคน”

– “ตอแxลจริง ๆ ขอให้โดนรัฐบาลจีนจัดการคนที่ทำประเทศเค้าเสียหาย”

– “ไงล่ะเขาจับเส้นเอ็นได้ล่ะจะตอแxลไปถึงไหน จะรอดู อยากกลับก็ซื้อตั๋วเครื่องกลับสิ จะมาแหกปากหาสวรรค์วิมานอะไร ฟายยเอ้ย ต้าลี่อยู่ไกลจากอู่ฮั่นร่วม 2000 กม เที่ยวบินก็ไม่ได้ยกเลิก …ต้องการอะไรจากสังคม ? นักร้องขี้กาk

“โอ๋-ธนา กิจเจริญวงศ์” รายงานบอกระหล่ำหัวละ 300 หยวน หรือ พันกว่าบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 1 หยวน = 4
45 บาท)
ซึ่งมาหลายๆ คนมาโพสบอก Fake News สร้างกระแส เพราะมันแพงเว่อร์

มีบางความเห็นที่ตั้งข้อสังเกตุเกี่ยวกับคลิปนี้ เช่น
“ร้านค้าจะเปิดได้ไงนี่มันตรุษจีน หยุดทำงานกันยาว 18-31 มกรา ร้านขายของที่ไม่ใช่เครือซุปเปอร์มาร์เกตก็ปิดหมดสิ โซนร้านค้าไม่ร้างก็บ้าแล้วก็เค้าไม่ทำงานกัน
แล้วก็นะ เจ้าตัวไม่ได้อยู่ Wuhan ด้วย แต่อยู่ต้าหลี่ ห่าง Wuhan เกือบ 1,900 กิโลเมตร แล้วทะลึ่งมาโวยวายว่าเมืองปิดกลับไม่ได้ ไม่มีคนช่วยได้ยังไง ไฟลท์บินก็ยังทำงานปรกติอยู่ที่นั่น
ทำเป็นบอกกะหล่ำหัวละพันห้าร้อยบาท จริงเหรอไม่เห็นถ่ายร้านกับราคาที่ขายมา หันไปถามเพื่อนไข่ไก่เท่าไหร่ เพื่อนเลิ่กลั่ก เพราะไม่ได้เตี้ยมกันนี่
เป็นดาราแต่อยากดัง ปั่นข่าวตามกระแสทำคนแตกตื่น นิสัยแย่มากๆ ไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ทำแค่อยากดังอยากได้คนตามคนสงสาร
พวกแบบนี้ รับไม่ได้จริงๆ อยากให้มีกฏหมายลงโทษคยให้ข่าวลวงช่วงเวลาทีากำลังมีความวิกฤติสูง
เป็นดาราที่คนติดตามควรจะทำตัวให้เป็นตัวอย่างสังคม กลับฉวยโอกาสปั่นข่าวเพื่อให้คนติดตาม แย่มากๆ”

“โอ๋-ธนา กิจเจริญวงศ์” อัพเดทสถานการณ์การปิดเมือง วันที่สอง
แต่มีคนโพสบอกช่วงตรุษจีน ต้าลี่ หรือเมืองไหนๆ ก็จะเงียบแบบนี้

 

วง “นิว โอลด์ สต๊อก” (NEW OLD STOCK) วงร็อค สังกัด ค่ายเยส! มิวสิค ในเครืออาร์เอส ที่เป็นนักดนตรีร็อกจาก จ.เชียงใหม่

สมาชิกในวงนำโดย
– โอ๋-ธนา กิจเจริญวงศ์ (ร้อง)
– ปอ-ศิววงศ์ พงศ์พนาไกร (คีย์บอร์ด)
– รงค์-ชุติพนธ์ เกียรติรุ่งวิไลกุล (เบส)
– ตู่-นิติพงศ์ คุณยศยิ่ง (กีต้า)
– เหน่ง-ยุทธฉัตร สร้อยอินต๊ะ (กีต้า)
– รุต นิรุตน์ สุภา (กลอง)

ความสำคัญของภาษาถิ่น
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี

ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวาง เช่น ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19

“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทางหนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมายังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น