เนื้อคู่ เคียงหลอน : ร่ำฝน / นิยายสั้นรักโรแมนติค (Romantic) /แฟนตาซี (Fantasy)

อ่านนิยายสั้นออนไลน์ฟรี

ท่ามกลางความเงียบสงบยามราตรีที่พระจันทร์ถูกบดบังจากท้องฟ้าสีดำมืด ทำให้บรรยากาศดูวังเวงราวกับอยู่อีกโลก หญิงสาวคนหนึ่งที่ชื่อ “ฝ้าย” กำลังนั่งหลับตาพลางสูดหายใจเพื่อเรียกความกล้าหาญ ในการทำพิธีดูเนื้อคู่ที่เมื่อถึงเวลาเมื่อไหร่ เธอก็จะเริ่มเมื่อนั้น

“ฝ้าย” เด็กสาวมัธยมปลายที่ใฝ่ฝันจะมีแฟนเป็นตัวเป็นตนเหมือนเพื่อนคนอื่น แต่เพราะเธอมีรูปร่างท้วม ใบหน้าเต็มไปด้วยสิวที่ไม่ว่าจะรักษาอย่างไรก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดลงแม้แต่น้อย ทำให้การที่จะมีผู้ชายสักคนมาสนใจเป็นไปได้ยากมาก แม้แต่กับผู้ชายที่หน้าตาขี้เหร่ก็ยังไม่อยากจะเข้าใกล้เธอสักเท่าไหร่

ตอนมัธยมต้นเธอก็ไม่ได้สนใจในเรื่องการมีแฟนนักหนา แต่พอขึ้นมัธยมปลายแล้วพบว่าเพื่อนร่วมห้องต่างมีแฟนกันแทบทุกคนแล้ว ยกเว้นแค่ “เธอ” “ปิ่น” และ “สน” เท่านั้น ซึ่งปิ่นนั้นเป็นเด็กเนิร์ดทำให้ไม่ยุ่งเรื่องรัก แต่มุ่งเรื่องเรียนอย่างเดียว ส่วนสนก็เป็นถึงหนุ่มฮอตของโรงเรียนที่เธอแอบชอบอยู่ เพราะสนเป็นผู้ชายคนเดียวที่เข้ามาคุยกับเธอใกล้ ๆ โดยไม่มีท่าทีรังเกียจยัยหน้าสิวอย่างเธอ แต่ถึงอย่างนั้นทั้งคู่ก็ไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่นัก เพราะเด็กกิจกรรมอย่างสนมักจะต้องไปเป็นตัวแทนแข่งร้องเพลงและแข่งกีฬาของโรงเรียนตามต่างจังหวัดบ่อย ๆ และฝ้ายเองก็ไม่กล้าที่จะเป็นฝ่ายไปจีบเขาด้วย เพราะทั้งสองเหมือนเป็ดกับหงส์ที่ไม่อาจจะคู่กันได้ เขาหล่อขนาดนั้นก็คงจะได้แฟนสวยระดับดาวโรงเรียนไม่ยาก เธอเองก็คงทำได้เพียงเฝ้ามองเงียบ ๆ ต่อไปอย่างชื่นชมไม่ต่างกับสาว ๆ คนอื่นในโรงเรียนล่ะ

พรุ่งนี้ก็จะเป็นวันวาเลนไทน์แล้ว ฝ้ายคงไม่สามารถทนได้อีกต่อไปหากจะต้องมองดูเพื่อน ๆ แสดงความรักต่อแฟนตัวเองอย่างออกนอกหน้าพร้อมกับดอกกุหลาบ เธอจึงตัดสินใจที่จะทำพิธีปอกแอปเปิ้ลเพื่อดูเนื้อคู่ตัวเองซึ่งคิดจะทำมานานแล้ว จนในที่สุดวันนี้ที่เธอตัดสินใจเด็ดขาดก็มาถึง อย่างน้อยพรุ่งนี้ก็ขอให้ฝ้ายได้ดีใจที่รู้ว่าตัวเองกำลังอยู่ในสถานะรอเขาเข้ามาหาในอนาคต ไม่ได้อยู่ในสถานะโสดตลอดชีวิตอย่างที่คนอื่นเขาแซวกันก็ยังดี

เป๊งๆๆ!

เสียงของนาฬิกาเรือนใหญ่ลูกตุ้มแขวนสีทองดังก้องกังวานไปทั่วบ้านหลังใหญ่ท่ามกลางความเงียบงัน ไร้ซึ่งเสียงหรีดหริ่งเรไร เมื่อฝ้ายหันไปมองก็พบว่าเข็มนาฬิกาเดินมาหยุดอยู่ที่เลข 12 ซึ่งบอกเวลา “เที่ยงคืนแล้ว!”

ทันทีที่รู้ว่าถึงเวลาแล้ว มือเรียวจึงเอื้อมไปหยิบแอปเปิ้ลสีแดงสด พร้อมมีดที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งโบราณที่มีกระจกบานใหญ่ ฝ้ายเริ่มใช้มีดคมปอกเปลือกแอปเปิ้ลอย่างช้าๆ ในขณะที่ตายังคงมองตัวเองในกระจกอยู่อย่างนั้นตามวิธีที่ศึกษาจากตำรามาว่า…ห้ามให้เปลือกแอปเปิ้ลขาดหรือถอนสายตาออกจากกระจก มิเช่นนั้นเป็นอันว่าพิธีจบ

อ่านต่อ…

ค้นหาภาษาถิ่น
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Search in posts
Search in pages

ความสำคัญของภาษาถิ่น
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี

ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวาง เช่น ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19

“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทางหนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมายังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *