องค์การอนามัยโลกยังไม่ยืนยันว่า เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ติดต่อได้แม้ยังอยู่ในช่วงฟักตัว

ข่าวต่างประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 28 ม.ค. ว่าองค์การอนามัยโลก ( ดับเบิลยูเอชโอ ) ออกแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ เกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในจีน มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการประเมินช่วงเวลาฟักตัวของเชื้อโรคไว้ที่ต่ำสุด 2 วัน และสูงสุด 10 วัน “แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลง” หากสามารถวิเคราะห์ “ได้ละเอียดกว่านี้”

ทั้งนี้ เกือบ 100% ของผู้ป่วยจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่พบนอกจีน มาเก๊า ฮ่องกง และไต้หวัน มีประวัติการเดินทาง “เมื่อไม่นานมานี้” ไปยังเมืองอู่ฮั่น เมืองเอกของมณฑลหูเป่ย์ ในภาคกลางของจีน ซึ่่งเป็นพื้นที่มีอัตราการแพร่ระบาดของเชื้อโรคในระดับรุนแรงที่สุด หรือเมืองอื่นที่มีอัตราการแพร่ระบาดในระดับสูง

ขณะเดียวกัน ดับเบิลยูเอชโอกำลังตรวจสอบสถานการณ์ในเวียดนาม ซึ่งมีการยืนยันผู้ติดเชื้อแล้ว 2 คน และมีรายงานเคสต้องสงสัยว่าอาจเป็นการแพร่เชื้อระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ดับเบิลยูเอชโอยังไม่ขอยืนยันข้อมูลจากคณะกรรมาธิการสาธารณสุขแห่งชาติของจีน ว่าการได้รับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่สามารถเกิดขึ้นได้แม้เชื้อโรคยังอยู่ในระยะฟักตัว ที่อาจรวดเร็วภายในวันเดียว


อนึ่ง ดับเบิลยูเอชโอยังไม่ประกาศให้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จากจีน “เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ” แต่ยืนยันว่าสถานการณ์ในจีน “อยู่ในขั้นวิกฤติ” ด้านคณะกรรมาธิการสาธารณสุขแห่งชาติในกรุงปักกิ่งยืนยันเมื่อวันจันทร์ว่า ตลาดค้าส่งอาหารทะเลหัวหนาน ในเมืองอู่ฮั่น คือแหล่งเพราะเชื้อไวรัสชนิดนี้จริง อ้างอิงจากการวิเคราะห์ตัวอย่าง 33 รายการจากทั้งหมด 585 รายการ มีการพบกรดนิวคลีอิกของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่.

เครดิตภาพ : REUTERS, AFP

ภาษาถิ่น เป็นภาษาย่อยที่ใช้พูดจากันในท้องถิ่นต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากการใช้ภาษาเพื่อการสื่อความหมาย ความเข้าใจกันระหว่างผู้คนที่อาศัยอยู่ตามท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่งอาจจะแตกต่างไปจากมาตรฐาน หรือภาษาที่คนส่วนใหญ่ของแต่ละประเทศใช้กัน และอาจจะแตกต่างจากภาษาในท้องถิ่นอื่นทั้งทางด้านเสียง คำและ การใช้คำ

ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่มีลักษณะเฉพาะ ทั้งถ้อยคำ และสำเนียง ภาษาถิ่นจะแสดงถึงเอกลักษณ์ ลักษณะความเป็นอยู่ และวิถีชีวิตของผู้คน ในท้องถิ่นของแต่ละภาค ของประเทศไทย บางทีเรียกว่า ภาษาท้องถิ่น และหากพื้นที่ของผู้ใช้ภาษานั้นกว้างก็จะมีภาษาถิ่นหลากหลาย และมีภาษาถิ่นย่อย ๆ ลงไปอีก

ภาษาถิ่น แบ่งได้เป็น 4 ถิ่นใหญ่ ๆ คือ ภาษาถิ่นกลาง ภาษาถิ่นเหนือ ภาษาถิ่นอีสานและภาษาถิ่นใต้

ภาษาถิ่นกลาง
ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในบางจังหวัดของภาคกลาง เช่น เพชรบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี นครปฐม อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในจังหวัดเหล่านี้ มีสำเนียงพูดที่แตกต่างกันออกไป จะมีลักษณะเพี้ยนเสียงไปจากภาษากลางที่เป็นภาษามาตรฐาน

ภาษาถิ่นเหนือ
หรือภาษาถิ่นพายัพ (คำเมือง) ได้แก่ ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในบางจังหวัดของภาคเหนือตอนบน หรือภาษาในอาณาจักรล้านนาเดิม มักจะพูดกันมากในจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย พะเยา ลำปาง น่าน ลำพูน ตาก แพร่ เป็นต้น

ภาษาถิ่นอีสาน
ภาษาถิ่นอีสานของประเทศไทยมีลักษณะใกล้เคียงกับภาษาที่พูดที่ใช้กันในประเทศลาว แต่ภาษาอีสานก็ยังถือว่าเป็นภาษาถิ่นของภาษาไทย ภาษาถิ่นอีสานมีภาษาถิ่นย่อยหลายภาษา ได้แก่ ภาษาที่ชนกลุ่มใหญ่ในภาคอีสานใช้พูดจากัน ซึ่งใช้สื่อสารอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคอีสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น สกลนคร หนองคาย นครพนม ขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด เลย ชัยภูมิ มหาสารคาม กาฬสินธุ์ เป็นต้น

ภาษาถิ่นใต้
ได้แก่ ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคใต้ของประเทศไทย ลงไปถึงชายแดนประเทศมาเลเซีย รวม 14 จังหวัด เช่น ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต พัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช เป็นต้น และบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภาษาถิ่นใต้ ยังมีภาษาถิ่นย่อยลงไปอีก เป็นภาษาถิ่นใต้ ภาคตะวันออก เช่น ภาษาถิ่นที่ใช้ใน จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ตรัง สตูล ภาษาถิ่นใต้ตะวันตก เช่น ภาษาถิ่นที่ใช้ในจังหวัดกระบี่ พังงา ระนอง สุราษฎร์ธานีและชุมพร และภาษาถิ่นใต้สำเนียงเจ๊ะเห เช่น ภาษาถิ่นที่ใช้ในจังหวัดนราธิวาส และ ปัตตานี ในแต่ละภาคก็จะมีภาษาถิ่นใต้ เป็นภาษาถิ่นย่อยลงไปอีก เช่น ภาษาถิ่นระนอง ภาษาถิ่นภูเก็ต ภาษาถิ่นพัทลุง ภาษาถิ่นสงขลา เป็นต้น ภาษาถิ่นย่อยเหล่านี้อาจจะมีเสียง และคำที่เรียกสิ่งเดียวกันแตกต่างกันออกไป

ภาษาถิ่นตะวันออก
วิเศษ ชาญประโคน (2550, หน้า 40-41) ได้กล่าวถึง ภาษาถิ่นตะวันออกว่าเป็นภาษาย่อย ที่ใช้พูดจากัน ในท้องถิ่นตะวันออกมี ระยอง จันทบุรี ตราด เป็นต้น