คนไทยที่อาศัยในเมืองอู่ฮั่น ระบุ สถานการณ์โคโรนาไวรัสดีขึ้น สถานทูตไทยเช็กอย่างมีระบบ ทางการจีนดูแลดี

ข่าวล่าสุดวันนี้

ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “ณัฐวุฒิ เอี่ยมเนตร” นักศึกษาไทยในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย สาธารณรัฐประชาชนจีน โพสต์ข้อความถึงความคืบหน้าสถานการณ์โรคระบาดของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 ซึ่งทำให้รัฐบาลจีนประกาศปิดเมืองอู่ฮั่นห้ามผู้คนเดินทางออกนอกเมือง ระบุว่า

จากสภาวะปัจจุบัน มีหลายอย่างที่ดีขึ้นและแย่ ดังนี้
ในด้านที่ดีขึ้น
-จะเป็นระบบการประสานงานของคนไทยในอู่ฮั่นกับทางสถานฑูตไทย ที่มีการรวบรวมทั้งรายชื่อที่อยู่และเบอร์ติดต่ออย่างเป็นระบบ และมีการยืนยันตัวตนเพื่อไม่ให้เกิดการตกหล่นและพร้อมรับสถานการณ์หากมีการเคลื่อนย้ายกลับไทยในอนาคต
-ทางรัฐบาลจีนประสานกับทางมหาวิทยาลัย เพื่อตรวจสอบผู้ที่ติดเชื้อและผู้ที่มีความเสี่ยง ซึ่งปัจจุบันยังไม่พบผู้ติดเชื้อในเขตมหาวิทยาลัยที่ผมอยู่
-ทางมหาวิทยาลัยมีการเปิดมินิมาร์ทและโรงอาหารเล็กสำหรับผู้ที่พักอาศัยอยู่ในเขตมหาวิทยาลัย ซึ่งปัจจุบันคนไม่หนาแน่น และพบว่าไม่มีการตุนของเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว อาจเพราะว่าก่อนหน้านี้มีการกักตุนไว้พอสมควรแล้ว อาหารในมินิมาร์ทมีการเติมอยู่ตลอด ซึ่งส่งผลให้ไม่รู้สึกว่ามีการขาดแคลนอาหารในปัจจุบัน(รูปที่ถ่ายเวลาประมาณ 1 ทุ่ม)
-คนในบริเวณที่ผมอยู่ป้องกันตัวตัวเองด้วยการใส่แมสทุกคน บางคนใส่เสื้อกันฝนทับเสื้อกันหนาวอีกที(ซึ่งไม่รู้ว่าจะใส่ไปทำไม)

สิ่งที่รู้สึกแย่
-ข่าวอัตราการติดเชื้อที่ยังคงเพิ่มขึ้น ซึ่งบั่นทอนความรู้สึกในหลายๆคนทั้งคนไทยและคนจีน
-ข่าวจากสำนักข่าวต่างๆที่ยังคงสร้างข่าวปลอม ให้เกิดความหวาดกลัวเพิ่มขึ้นแก่คนทั้งที่อู่ฮั่นและที่ไทย

คนไทยที่นี่ยังคงแข็งแรงและรอฟังข่าวดีจากทางการไทย และเป็นกำลังใจให้ทั้งรัฐบาลไทยและรัฐบาลจีนผ่านอุปสรรคตรงนี้ไปโดยเร็วครับ

ขอแก้ข่าวที่บอกว่าคนติดเชื้อเป็นหมื่นเป็นแสนคนนั้นไม่เป็นความจริงนะครับ

ภาษาถิ่น เป็นภาษาย่อยที่ใช้พูดจากันในท้องถิ่นต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากการใช้ภาษาเพื่อการสื่อความหมาย ความเข้าใจกันระหว่างผู้คนที่อาศัยอยู่ตามท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่งอาจจะแตกต่างไปจากมาตรฐาน หรือภาษาที่คนส่วนใหญ่ของแต่ละประเทศใช้กัน และอาจจะแตกต่างจากภาษาในท้องถิ่นอื่นทั้งทางด้านเสียง คำและ การใช้คำ

ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่มีลักษณะเฉพาะ ทั้งถ้อยคำ และสำเนียง ภาษาถิ่นจะแสดงถึงเอกลักษณ์ ลักษณะความเป็นอยู่ และวิถีชีวิตของผู้คน ในท้องถิ่นของแต่ละภาค ของประเทศไทย บางทีเรียกว่า ภาษาท้องถิ่น และหากพื้นที่ของผู้ใช้ภาษานั้นกว้างก็จะมีภาษาถิ่นหลากหลาย และมีภาษาถิ่นย่อย ๆ ลงไปอีก

ภาษาถิ่น แบ่งได้เป็น 4 ถิ่นใหญ่ ๆ คือ ภาษาถิ่นกลาง ภาษาถิ่นเหนือ ภาษาถิ่นอีสานและภาษาถิ่นใต้

ภาษาถิ่นกลาง
ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในบางจังหวัดของภาคกลาง เช่น เพชรบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี นครปฐม อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในจังหวัดเหล่านี้ มีสำเนียงพูดที่แตกต่างกันออกไป จะมีลักษณะเพี้ยนเสียงไปจากภาษากลางที่เป็นภาษามาตรฐาน

ภาษาถิ่นเหนือ
หรือภาษาถิ่นพายัพ (คำเมือง) ได้แก่ ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในบางจังหวัดของภาคเหนือตอนบน หรือภาษาในอาณาจักรล้านนาเดิม มักจะพูดกันมากในจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย พะเยา ลำปาง น่าน ลำพูน ตาก แพร่ เป็นต้น

ภาษาถิ่นอีสาน
ภาษาถิ่นอีสานของประเทศไทยมีลักษณะใกล้เคียงกับภาษาที่พูดที่ใช้กันในประเทศลาว แต่ภาษาอีสานก็ยังถือว่าเป็นภาษาถิ่นของภาษาไทย ภาษาถิ่นอีสานมีภาษาถิ่นย่อยหลายภาษา ได้แก่ ภาษาที่ชนกลุ่มใหญ่ในภาคอีสานใช้พูดจากัน ซึ่งใช้สื่อสารอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคอีสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น สกลนคร หนองคาย นครพนม ขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด เลย ชัยภูมิ มหาสารคาม กาฬสินธุ์ เป็นต้น

ภาษาถิ่นใต้
ได้แก่ ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคใต้ของประเทศไทย ลงไปถึงชายแดนประเทศมาเลเซีย รวม 14 จังหวัด เช่น ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต พัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช เป็นต้น และบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภาษาถิ่นใต้ ยังมีภาษาถิ่นย่อยลงไปอีก เป็นภาษาถิ่นใต้ ภาคตะวันออก เช่น ภาษาถิ่นที่ใช้ใน จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ตรัง สตูล ภาษาถิ่นใต้ตะวันตก เช่น ภาษาถิ่นที่ใช้ในจังหวัดกระบี่ พังงา ระนอง สุราษฎร์ธานีและชุมพร และภาษาถิ่นใต้สำเนียงเจ๊ะเห เช่น ภาษาถิ่นที่ใช้ในจังหวัดนราธิวาส และ ปัตตานี ในแต่ละภาคก็จะมีภาษาถิ่นใต้ เป็นภาษาถิ่นย่อยลงไปอีก เช่น ภาษาถิ่นระนอง ภาษาถิ่นภูเก็ต ภาษาถิ่นพัทลุง ภาษาถิ่นสงขลา เป็นต้น ภาษาถิ่นย่อยเหล่านี้อาจจะมีเสียง และคำที่เรียกสิ่งเดียวกันแตกต่างกันออกไป

ภาษาถิ่นตะวันออก
วิเศษ ชาญประโคน (2550, หน้า 40-41) ได้กล่าวถึง ภาษาถิ่นตะวันออกว่าเป็นภาษาย่อย ที่ใช้พูดจากัน ในท้องถิ่นตะวันออกมี ระยอง จันทบุรี ตราด เป็นต้น