เปิดเผยจำนวนประชากรแต่ละประเทศในอู่ฮั่น – แผนอพยพมีอย่างไรบ้าง

ข่าวล่าสุดวันนี้

สำนักข่าวเอเอฟพีรวบรวมแผนของรัฐบาลต่างชาติที่จะอพยพพลเรือนของตนออกจากเมืองอู่ฮั่น ศูนย์กลางการระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019

สหรัฐ
– มีชาวสหรัฐฯ ในอู่ฮั่นประมาณ 1,000 คน
– รัฐบาลสหรัฐแจ้งว่า เครื่องบินเช่าเหมาลำจะนำชาวอเมริกัน 240 คน ซึ่งรวมเจ้าหน้าที่กงสุลด้วย ได้เดินทางออกจากเมืองอู่ฮั่นในวันนี้ (29 ม.ค.63)

ฝรั่งเศส
– มีชาวฝรั่งเศสในอู่ฮั่นประมาณ 800 คน
– ฝรั่งเศสที่ยืนยันว่า จะอพยพพลเรือนกลางสัปดาห์นี้แต่ไม่ได้ระบุจำนวนคน

ไทย
– ชาวไทยในอู่ฮั่น 64 คน ประกอบด้วยนักศึกษา 49 คนและแรงงาน 15 คน
– ทางการไทยกำลังรอให้ทางการจีนอนุญาต โดยเตรียมพร้อมเครื่องบินไว้แล้ว 3-4 ลำ

ญี่ปุ่น
– ปัจจุบันมีชาวญี่ปุ่นในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและแจ้งความประสงค์ว่าต้องการอพยพประมาณ 650 คน
– รัฐบาลญี่ปุ่นแถลงยืนยันวันนี้ว่า กำลังเริ่มอพยพชาวญี่ปุ่น เริ่มจากคนประมาณ 200 คนที่ติดค้างอยู่ในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์

ออสเตรเลีย
– มีชาวออสเตรเลียในจีนประมาณ 400 คนแจ้งลงทะเบียนอพยพ
– กระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลียแจ้งวันนี้ว่า กำลังวางแผนนำชาวออสเตรเลียทั้งหมดกลับประเทศ ส่วนใหญ่เป็นคนสองสัญชาติ

อินเดีย
– พลเรือนอินเดียประมาณ 250 คน
– สื่อท้องถิ่นอินเดียรายงานว่า รัฐบาลจะขอให้จีนอนุญาตให้นำพลเรือนอินเดียกว่า 250 คนออกจากเมืองอู่ฮั่น เครื่องโบอิง 747 พร้อมออกเดินทางจากนครมุมไบตลอดเวลา

อินโดนีเซีย
– พลเรือนในจีน 234 คน แบ่งเป็น อยู่ในอู่ฮั่นประมาณ 100 คน และในมณฑลหูเป่ย์ 143 คน
– กระทรวงต่างประเทศอินโดนีเซียเผยวันนี้ว่า ยังไม่ตัดสินใจเรื่องแผนอพยพ

ศรีลังกา
– นักศึกษา 860 คนอยู่ในจีน ในจำนวนนี้ 32 คนอยู่ในอู่ฮั่น
– ศรีลังกาเผยว่า กำลังเตรียมการนำนักศึกษา 860 คนกลับจากจีน ในจำนวนนี้ 32 คนอยู่ในอู่ฮั่น

เกาหลีใต้
– มีชาวเกาหลีใต้ในอู่ฮั่น 700 คน
– ทางการเกาหลีใต้จะส่งเครื่องบินเช่าเหมาลำไปอู่ฮั่นในสัปดาห์นี้เพื่อนำพลเรือนกลับในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์

ฟิลิปปินส์
– พลเรือนฟิลิปปินส์ในอู่ฮั่น 150 คน
– ฟิลิปปินส์เผยว่า กำลังหารือแผนอพยพพลเรือนในอู่ฮั่น 150 คน และในเมืองอื่นของมณฑลหูเป่ย์อีก 150 คน


เยอรมนี
– มีชาวเยอรมนีในอู่ฮั่นประมาณ 90 คน
– ทางการเยอรมนียังไม่ยืนยันแผนอพยพพลเรือน 90 คนในอู่ฮั่น

โมร็อกโก
– มีชาวโมร็อกโกในอู่ฮั่นประมาณ 100 คน
– สื่อโมร็อกโก รายงานว่า พลเรือนประมาณ 100 คน ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาจะได้รับการอพยพ

แคนาดา
– มีชาวแคนาดาในอู่ฮั่นประมาณ 167 คน
– รัฐบาลแคนาดาอยู่ในประหว่างประเมินสถานการณ์

ความสำคัญของภาษาถิ่น
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี

ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวาง เช่น ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19

“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทางหนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมายังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น