สหรัฐเร่งพัฒนาวัคซีนรักษา ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ – ด้านออสเตรเลียเพาะเชื้อโรคสำเร็จ

ข่าวล่าสุดวันนี้

รัฐบาลสหรัฐร่วมมือกับภาคเอกชนในประเทศ เร่งพัฒนาวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งศูนย์การการกระจายเชื้ออยู่ที่เมืองอูฮั่นในจีน ด้านสถาบันในออสเตรเลียประสบความสำเร็จในการเพาะเชื้อโรคชนิดนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 28 ม.ค. ว่านพ. แอนโธนี เฟาซี ผู้อำนวยการสถาบันโรคติดต่อและโรคภูมิแพ้แห่งชาติของสหรัฐ ( เอ็นไอเอช ) แถลงเมื่อวันพุธ ว่ามีแผนการส่งคณะทำงานเฉพาะกิจเดินทางไปยังเมืองอู่ฮั่น ในมณฑลหูเป่ย์ ทางตอนกลางของจีน เพื่อลงพื้นที่ “เก็บรวบรวมข้อมูล” เกี่ยวกับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ “ไวรัสอู่ฮั่น”  ซึ่งคร่าชีวิตชาวจีนมากกว่า 100 คนแล้วในเดือนนี้

นพ. แอนโธนี เฟาซี ผู้อำนวยการสถาบันโรคติดต่อและโรคภูมิแพ้แห่งชาติของสหรัฐ ( คนซ้าย ) และนายอเล็กซ์ อาซาร์ รมว.กระทรวงสาธารณสุข

ขณะเดียวกัน ทีมงานของเอ็นไอเอชและหน่วยงานพันธมิตรอีกหลายแห่ง ทั้งในสังกัดภาครัฐและภาคเอกชนกำลังร่วมกันวิจัยเพื่อพัฒนาวัคซีนป้องกันอาการป่วยที่เป็นผลจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เบื้องต้นคาดการณ์ว่าอาจใช้เวลาอีกประมาณ 3 เดือนก่อนมีการทดลองครั้งแรก ต่อจากนั้นวิเคราะห์ผลการทดลองอีกราว 3 เดือน แล้วค่อยทำการทดลองครั้งที่ 2 ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดนี้อยู่ในความรับผิดชอบของโมเดอร์นา บริษัทวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพ

ทั้งนี้ นพ. เฟาซีกล่าวด้วยว่า การทำงานของทีมนักวิจัยตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในจีน “ทวีความรุนแรงและขยายวงกว้าง” และให้ข้อมูลอีกว่า ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคกลุ่มอาการทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือ ซาร์ส นักวิทยาศาสตร์คิดค้นวัคซีนไว้เช่นกัน แต่ไม่มีโอกาสนำออกมาใช้งานจริง

ในอีกด้านหนึ่ง บริษัทจอห์นสันแอนด์จอห์นสันเผยว่ากำลังพัฒนาวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ส่วนนายอเล็กซ์ อาซาร์ รมว.กระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐ กล่าวว่ารัฐบาลวอชิงตันติดต่อไปยังจีนแล้วอย่างน้อย 3 ครั้งเพื่อเสนอมอบความช่วยเหลือ แต่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง อย่างไรก็ดี สถานการณ์ด้านสาธารณสุขในสหรัฐ “ปลอดภัย”


ภาพถ่ายตัวอย่างของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ที่สถาบันโดเฮอร์ตีของออสเตรเลียเพาะขึ้นมา

ขณะที่สถาบันโดเฮอร์ตี หนึ่งในสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ของออสเตรเลีย ตั้งอยู่ที่เมืองเมเลเบิร์น ประกาศความสำเร็จในการเพาะเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยอาศัยตัวอย่างจากหนึ่งในผู้ป่วยซึ่งพบในประเทศ และเชื้อว่าจะ “ช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลง” ให้กับความพยายามของจีนและอีกหลายประเทศ ที่กำลังหาทางต่อสู้กับเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้.

เครดิตภาพ : REUTERS

ค้นหาภาษาถิ่น
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Search in posts
Search in pages

ความสำคัญของภาษาถิ่น
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี

ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวาง เช่น ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19

“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทางหนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมายังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น