จุฬาผลิตชุดตรวจโควิด “10 นาทีรู้ผล” ลดการแพร่เชื้อ-ลดภาระงานบุคลากรทางการแพทย์

ข่าวล่าสุดวันนี้

วันนี้ (27 มี.ค. 2563) ศ.นพ.ดร.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานคณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของจุฬาฯ กล่าวถึงระบบบริการตรวจสอบ COVID-19 อย่างรวดเร็วที่พัฒนาร่วมกับทีมกลุ่มสตาร์ทอัพจุฬาฯ และเครือข่ายพันธมิตรว่า

“สถานการณ์ในขณะนี้ คนไทยกำลังวิตกกังวลกันว่าท่านติดเชื้อไวรัสนี้แล้วหรือยัง เราจึงได้ออกแบบระบบการให้บริการใหม่ CHULA COVID-19 STRIP TEST SERVICE ที่ช่วยคัดกรองผู้ป่วยในเบื้องต้นจากบ้านของท่าน ผ่านการทำแบบสอบถามสุขภาพออนไลน์บน Web Application ‘เป็ดไทยสู้ภัย’

และแพลตฟอร์ม Telemedicin 3 ตัว คือ Chiwi, Dr.A-Z และ Raksa จนกรองผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงสูง หรือ PUI ออกมาและตรวจเฉพาะกลุ่มนี้ด้วย COVID-19 Strip Test ที่กลุ่มสตาร์ทอัพจากคณะเภสัชศาสตร์ของเราพัฒนาขึ้นทั้งแบบ Drive Thru และ Walk Thru ภายในไม่เกิน 10 นาที ท่านจะทราบผลการตรวจ หากผลเป็นบวก ท่านจะต้องไปตรวจ PCR ย้ำอีกครั้งเพื่อยืนยันการติดเชื้อที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แต่หากผลออกมาเป็นลบ ท่านก็ยังต้องกักตัวเองต่อไปอย่างน้อยอีก 14 วัน

เพราะสถานะของท่านยังอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง จะเห็นว่าการตรวจของเราไม่ได้จะมาแทนที่ระบบ PCR ที่มีมาตรฐานความแม่นยำสูงแต่อย่างใด ในทางกลับกันกระบวนการของเราจะช่วยสนองนโยบาย Social Distancing ลดการออกจากบ้านมาเสี่ยงติดเชื้อของทั้งของท่านและของหมอ ลดภาระงานให้บุคลากรทางการแพทย์ ช่วยคลายความกังวลใจและได้คัดกรองผู้ป่วยในขั้นต้นที่หลายฝ่ายคาดกันว่าอาจมีปริมาณมากเกินกำลังที่โรงพยาบาลทั่วประเทศจะรับไหว

ลงทะเบียนและเริ่มใช้ 30 มี.ค.นี้
สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้เรารบชนะได้ในครั้งนี้ คือความร่วมมือของประชาชน การปฏิบัติตามมาตรการ Social Distancing อย่างเคร่งครัด ประกอบกับการดูแลสุขอนามัยของท่านเป็นอย่างดี นั่นก็เท่ากับว่าท่านได้ช่วยชาติ ช่วยหมอ ช่วยพยาบาล ในสภาวะนี้แล้วนะครับ เราจะดูแลพวกท่านอย่างสุดความสามารถ และนี่คือประโยชน์ที่ส่งตรงถึงคนไทยจากทีมสตาร์ทอัพจุฬาฯ ​และเครือข่ายพันธมิตรที่ร่วมกันทำงานแข่งกับเวลาพัฒนานวัตกรรมบริการนี้ขึ้นมาให้บริการคัดกรองท่านทางออนไลน์ ตามขั้นตอนต่าง ๆ ได้ตั้งแต่วันนี้เลยนะครับ และศูนย์ของเราจะพร้อมให้บริการท่านตั้งแต่ 30 มีนาคมนี้เป็นต้นไป” ศ.นพ.ดร.นรินทร์ กล่าวทิ้งท้าย

โครงการนี้ถือเป็นงานวิจัย Actual Use Research ที่อยู่ระหว่างเก็บข้อมูลในวงกว้างโดยการควบคุมและกำกับดูแลของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยภายในสถานที่ที่กำหนดภายใต้โครงการคัดกรองผู้ที่สมควรจะได้รับการตรวจและมีขั้นตอนในการปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นผลบวกหรือลบ ผู้เข้าร่วมโครงการจะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดใดทั้งสิ้น และสมัครเข้าร่วมโครงการได้ช่องทางเดียวเท่านั้น คลิก http://covid19.thaitechstartup.org/

ค้นหาภาษาถิ่น
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Search in posts
Search in pages

ภาษาถิ่น เป็นภาษาย่อยที่ใช้พูดจากันในท้องถิ่นต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากการใช้ภาษาเพื่อการสื่อความหมาย ความเข้าใจกันระหว่างผู้คนที่อาศัยอยู่ตามท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่งอาจจะแตกต่างไปจากมาตรฐาน หรือภาษาที่คนส่วนใหญ่ของแต่ละประเทศใช้กัน และอาจจะแตกต่างจากภาษาในท้องถิ่นอื่นทั้งทางด้านเสียง คำและ การใช้คำ

ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่มีลักษณะเฉพาะ ทั้งถ้อยคำ และสำเนียง ภาษาถิ่นจะแสดงถึงเอกลักษณ์ ลักษณะความเป็นอยู่ และวิถีชีวิตของผู้คน ในท้องถิ่นของแต่ละภาค ของประเทศไทย บางทีเรียกว่า ภาษาท้องถิ่น และหากพื้นที่ของผู้ใช้ภาษานั้นกว้างก็จะมีภาษาถิ่นหลากหลาย และมีภาษาถิ่นย่อย ๆ ลงไปอีก

ภาษาถิ่น แบ่งได้เป็น 4 ถิ่นใหญ่ ๆ คือ ภาษาถิ่นกลาง ภาษาถิ่นเหนือ ภาษาถิ่นอีสานและภาษาถิ่นใต้

ภาษาถิ่นกลาง
ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในบางจังหวัดของภาคกลาง เช่น เพชรบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี นครปฐม อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในจังหวัดเหล่านี้ มีสำเนียงพูดที่แตกต่างกันออกไป จะมีลักษณะเพี้ยนเสียงไปจากภาษากลางที่เป็นภาษามาตรฐาน

ภาษาถิ่นเหนือ
หรือภาษาถิ่นพายัพ (คำเมือง) ได้แก่ ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในบางจังหวัดของภาคเหนือตอนบน หรือภาษาในอาณาจักรล้านนาเดิม มักจะพูดกันมากในจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย พะเยา ลำปาง น่าน ลำพูน ตาก แพร่ เป็นต้น

ภาษาถิ่นอีสาน
ภาษาถิ่นอีสานของประเทศไทยมีลักษณะใกล้เคียงกับภาษาที่พูดที่ใช้กันในประเทศลาว แต่ภาษาอีสานก็ยังถือว่าเป็นภาษาถิ่นของภาษาไทย ภาษาถิ่นอีสานมีภาษาถิ่นย่อยหลายภาษา ได้แก่ ภาษาที่ชนกลุ่มใหญ่ในภาคอีสานใช้พูดจากัน ซึ่งใช้สื่อสารอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคอีสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น สกลนคร หนองคาย นครพนม ขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด เลย ชัยภูมิ มหาสารคาม กาฬสินธุ์ เป็นต้น

ภาษาถิ่นใต้
ได้แก่ ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคใต้ของประเทศไทย ลงไปถึงชายแดนประเทศมาเลเซีย รวม 14 จังหวัด เช่น ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต พัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช เป็นต้น และบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภาษาถิ่นใต้ ยังมีภาษาถิ่นย่อยลงไปอีก เป็นภาษาถิ่นใต้ ภาคตะวันออก เช่น ภาษาถิ่นที่ใช้ใน จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ตรัง สตูล ภาษาถิ่นใต้ตะวันตก เช่น ภาษาถิ่นที่ใช้ในจังหวัดกระบี่ พังงา ระนอง สุราษฎร์ธานีและชุมพร และภาษาถิ่นใต้สำเนียงเจ๊ะเห เช่น ภาษาถิ่นที่ใช้ในจังหวัดนราธิวาส และ ปัตตานี ในแต่ละภาคก็จะมีภาษาถิ่นใต้ เป็นภาษาถิ่นย่อยลงไปอีก เช่น ภาษาถิ่นระนอง ภาษาถิ่นภูเก็ต ภาษาถิ่นพัทลุง ภาษาถิ่นสงขลา เป็นต้น ภาษาถิ่นย่อยเหล่านี้อาจจะมีเสียง และคำที่เรียกสิ่งเดียวกันแตกต่างกันออกไป

ภาษาถิ่นตะวันออก
วิเศษ ชาญประโคน (2550, หน้า 40-41) ได้กล่าวถึง ภาษาถิ่นตะวันออกว่าเป็นภาษาย่อย ที่ใช้พูดจากัน ในท้องถิ่นตะวันออกมี ระยอง จันทบุรี ตราด เป็นต้น