หยุดเผาเงินทิ้ง! น้ำตาลมิตรผล รับซื้อใบอ้อยและฟางข้าวในราคาตันละ 1,000 บาท

ข่าวล่าสุดวันนี้

การเผาอ้อยและการเผาตอซังของเกษตรกรเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหามลภาวะทางอากาศ ทำให้หลายพื้นที่ในต่างจังหวัดมีปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน หลายหน่วยงานพยายามรณรงค์ให้เกษตรกรงดการเผาอ้อยก่อนตัดส่งขายโรงงาน

ล่าสุดบริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด ได้ออกประกาศให้พี่น้องเกษตรกรหยุดเผา โดยทางโรงงานพร้อมจะรับซื้อใบอ้อยและฟางข้าวในราคาตันละ 1,000 บาท/ตัน เปิดรับซื้อ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม – 30 เมษายน 2563 ในภาคอีสาน ส่งขายได้ที่โรงงานน้ำตาลมิตรภูหลวง จ.เลย, โรงงานน้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์, โรงงานน้ำตาลมิตรภูเขียว จ.ชัยภูมิ และโรงงานน้ำตาลมิตรภูเวียง จ.ขอนแก่น


ด้านผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการประจำกลุ่มงานอ้อย บริษัท น้ำตาลมิตรผลฯ เปิดเผยว่าสาเหตุที่เกษตรกรไทยต้องเผาอ้อยก่อนส่งเข้าโรงงานนั้นเพราะมีปัญหาขาดแคลนแรงงาน และต้องการลดต้นทุนค่าจ้างแรงงาน จึงส่งเสริมให้ชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดด้วยการรับซื้อใบอ้อย เพื่อเป็นแรงจูงใจไม่ให้เผาอ้อย ที่สำคัญเกษตรกรเองจะได้ประโยชน์สูงสุดในระยะยาว ทั้งในด้านของรายได้ และการอนุรักษ์ดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ ในการทำไร่อย่างยั่งยืน


ขณะที่ชาวไร่อ้อยรายใหญ่ ก็ส่งเสริมให้ปลูกอ้อยตามหลักเกษตรสมัยใหม่ในรูปแบบมิตรผลโมเดิร์นฟาร์ม เน้นการใช้เทคโนโลยี การบริหารจัดการ และการเตรียมแปลงอ้อยเพื่อรองรับการใช้รถตัดอ้อย และเครื่องจักรกลการเกษตรแบบต่างๆ ตั้งแต่ปลูก บำรุงต้นอ้อย จนถึงเก็บเกี่ยว ช่วยลดการใช้แรงงาน ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพ ปัจจุบัน มิตรผลมีรถตัดอ้อยให้บริการชาวไร่กว่า 400 คัน โดยรถตัด 1 คัน ทดแทนการใช้แรงงานคนได้ 250-300 คน


อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เกษตรกรนำอ้อยที่ผ่านการเผาใบมาขายให้กับโรงงานนั้น ทางบริษัทฯ ก็ใช้มาตรการหักค่าอ้อยไฟไหม้ 30 บาทต่อตัน แล้วนำไปเพิ่มเป็นค่าซื้ออ้อยสด ทั้งยังได้บริหารคิวส่งอ้อยสดในโรงงานให้ชาวไร่สามารถส่งอ้อยสดได้เร็วเป็นพิเศษอีกด้วย

สำหรับใบอ้อยและฟางข้าวที่รับซื้อจากเกษตรกรนั้นจะนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าชีวมวลของกลุ่มมิตรผล เสริมกับเชื้อเพลิงหลักที่ใช้อยู่แล้วในปัจจุบัน คือ ชานอ้อย โดยใบอ้อย จะผ่านกระบวนการอัดเป็นก้อนส่งโรงไฟฟ้าในแต่ละพื้นที่ซึ่งจะมีกระบวนการย่อยใบอ้อยอีกครั้ง ก่อนลำเลียงเข้าสู่กระบวนการผลิตไฟฟ้าชีวมวลต่อไป ส่วนฟางข้าวและแกลบสามารถนำเข้ากระบวนการผลิตไฟฟ้าได้ทันทีโดยไม่ต้องย่อยแต่อย่างใด.

ภาษาถิ่น เป็นภาษาย่อยที่ใช้พูดจากันในท้องถิ่นต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากการใช้ภาษาเพื่อการสื่อความหมาย ความเข้าใจกันระหว่างผู้คนที่อาศัยอยู่ตามท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่งอาจจะแตกต่างไปจากมาตรฐาน หรือภาษาที่คนส่วนใหญ่ของแต่ละประเทศใช้กัน และอาจจะแตกต่างจากภาษาในท้องถิ่นอื่นทั้งทางด้านเสียง คำและ การใช้คำ

ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่มีลักษณะเฉพาะ ทั้งถ้อยคำ และสำเนียง ภาษาถิ่นจะแสดงถึงเอกลักษณ์ ลักษณะความเป็นอยู่ และวิถีชีวิตของผู้คน ในท้องถิ่นของแต่ละภาค ของประเทศไทย บางทีเรียกว่า ภาษาท้องถิ่น และหากพื้นที่ของผู้ใช้ภาษานั้นกว้างก็จะมีภาษาถิ่นหลากหลาย และมีภาษาถิ่นย่อย ๆ ลงไปอีก

ภาษาถิ่น แบ่งได้เป็น 4 ถิ่นใหญ่ ๆ คือ ภาษาถิ่นกลาง ภาษาถิ่นเหนือ ภาษาถิ่นอีสานและภาษาถิ่นใต้

ภาษาถิ่นกลาง
ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในบางจังหวัดของภาคกลาง เช่น เพชรบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี นครปฐม อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในจังหวัดเหล่านี้ มีสำเนียงพูดที่แตกต่างกันออกไป จะมีลักษณะเพี้ยนเสียงไปจากภาษากลางที่เป็นภาษามาตรฐาน

ภาษาถิ่นเหนือ
หรือภาษาถิ่นพายัพ (คำเมือง) ได้แก่ ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในบางจังหวัดของภาคเหนือตอนบน หรือภาษาในอาณาจักรล้านนาเดิม มักจะพูดกันมากในจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย พะเยา ลำปาง น่าน ลำพูน ตาก แพร่ เป็นต้น

ภาษาถิ่นอีสาน
ภาษาถิ่นอีสานของประเทศไทยมีลักษณะใกล้เคียงกับภาษาที่พูดที่ใช้กันในประเทศลาว แต่ภาษาอีสานก็ยังถือว่าเป็นภาษาถิ่นของภาษาไทย ภาษาถิ่นอีสานมีภาษาถิ่นย่อยหลายภาษา ได้แก่ ภาษาที่ชนกลุ่มใหญ่ในภาคอีสานใช้พูดจากัน ซึ่งใช้สื่อสารอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคอีสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น สกลนคร หนองคาย นครพนม ขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด เลย ชัยภูมิ มหาสารคาม กาฬสินธุ์ เป็นต้น

ภาษาถิ่นใต้
ได้แก่ ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคใต้ของประเทศไทย ลงไปถึงชายแดนประเทศมาเลเซีย รวม 14 จังหวัด เช่น ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต พัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช เป็นต้น และบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภาษาถิ่นใต้ ยังมีภาษาถิ่นย่อยลงไปอีก เป็นภาษาถิ่นใต้ ภาคตะวันออก เช่น ภาษาถิ่นที่ใช้ใน จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ตรัง สตูล ภาษาถิ่นใต้ตะวันตก เช่น ภาษาถิ่นที่ใช้ในจังหวัดกระบี่ พังงา ระนอง สุราษฎร์ธานีและชุมพร และภาษาถิ่นใต้สำเนียงเจ๊ะเห เช่น ภาษาถิ่นที่ใช้ในจังหวัดนราธิวาส และ ปัตตานี ในแต่ละภาคก็จะมีภาษาถิ่นใต้ เป็นภาษาถิ่นย่อยลงไปอีก เช่น ภาษาถิ่นระนอง ภาษาถิ่นภูเก็ต ภาษาถิ่นพัทลุง ภาษาถิ่นสงขลา เป็นต้น ภาษาถิ่นย่อยเหล่านี้อาจจะมีเสียง และคำที่เรียกสิ่งเดียวกันแตกต่างกันออกไป

ภาษาถิ่นตะวันออก
วิเศษ ชาญประโคน (2550, หน้า 40-41) ได้กล่าวถึง ภาษาถิ่นตะวันออกว่าเป็นภาษาย่อย ที่ใช้พูดจากัน ในท้องถิ่นตะวันออกมี ระยอง จันทบุรี ตราด เป็นต้น