ค่าเทอมพอแล้ว-ปิดรับบริจาค! คนใจบุญแห่ช่วยสานฝัน “ลุงน้อย” นักศึกษาวัย 56 ปี ได้เรียนต่อจนจบปริญญาตรี

ข่าวล่าสุดวันนี้

วันที่ 29 ม.ค.63 แฟนเพจ สาขาวิชาภาษาไทย มรภ.พิบูลสงคราม ได้เปิดเผยเรื่องราวของ นายวิรัชชัย สงวนสิน หรือ ลุงน้อย นักศึกษาภาคเสาร์-อาทิตย์ อายุ 56 ปี สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม คาดว่าเป็นนักศึกษาของสาขาที่อายุมากที่สุดเท่าที่เคยสอนมา ซึ่งลุงน้อยได้เรียนประมาณ 2 ปี จนกระทั่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ลุงน้อยได้เข้าพบอาจารย์ที่ปรึกษาและแจ้งว่าจะขอลาออกเนื่องจากไม่มีค่าเทอมแล้ว

จากการสอบถามเบื้องต้น ทราบว่า ลุงน้อย ได้นำเงินที่ได้จากการสะสมมาทั้งชีวิตจ่ายค่าเทอมตั้งแต่ปีแรกมาจนวันนี้เงินไม่มีอีกแล้ว และยังทราบอีกว่า ลุงน้อยไม่มีพ่อ แม่ พี่ น้อง และญาติคนใดเหลืออยู่เลย ชายวัย 56 ปีอาศัยอยู่บ้านเล็กๆ ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีผนังกันแดดกันฝน ไม่มีห้องน้ำ มีเพียงกะละมังกับสายยางเก่าๆ ที่เอาไว้ต่อกับประปาที่ทางโรงเรียนแบ่งให้ใช้ เวลาอาบน้ำก็ต้องอาบในป่ากล้วย อาหารการกินใช้อย่างประหยัด อาศัยวัดบ้าง พอประทังชีวิต

“เมื่อรู้ความลำบากขนาดนี้ พวกเราจึงถามลุงว่า ถ้าเราอยากช่วยลุง ลุงอยากให้ช่วยเรื่องอะไร ลุงอยากมีเงินไว้ซื้ออาหารกินไหม หรืออยากมีห้องน้ำ มีสภาพบ้านที่ดีขึ้น ข้อเสนอทั้งหมดลุงน้อยตอบว่า ไม่เอาครับ ผมอยากมีเงินเรียนหนังสือมากกว่า

คำตอบของลุงทำให้อาจารย์มองหน้ากันแล้วทบทวนให้ลุงคิดดีๆ อีกทีว่า ด้วยวัย ด้วยความลำบาก ทำไมนาทีนี้ลุงยังอยากเลือกที่จะเรียนหนังสือ ลุงน้อยก็ยังคงยืนยันแบบสั้นๆ ว่า อยากเรียนเพราะอยากจบปริญญา ในคำตอบของลุงแม้จะไม่ได้อธิบายอะไรได้ถึงเหตุผลที่ชัดเจน แต่ตอนที่ลุงตอบ พวกเราสังเกตเห็นแววตามุ่งมั่นและน้ำตาที่เริ่มคลอออกมา ลุงบอกอีกนิดประมาณว่าลุงไม่ได้กลัวความลำบากเพราะเคยลำบากมาตั้งแต่เด็ก แต่ปริญญาคือเป้าหมายในชีวิตลุง”

นอกจากนี้ทางแฟนเพจ ระบุเพิ่มเติมอีกว่า เงินเก็บทั้งชีวิตของลุงน้อยได้ถอนมาจ่ายค่าเทอม จนเหลือเงินติดบัญชีไม่ถึง 50 บาท จึงขอผู้ใจบุญส่งมอบทุนการศึกษาให้ลุงน้อย ซึ่งขอรับเฉพาะค่าเทอมอย่างเดียวเทอมละ 8,000 บาท ซึ่งกว่าจะสำเร็จการศึกษามีอีกราว 6 เทอม

โดยล่าสุด เวลาประมาณ 18.20 น. ขณะนี้ทางเพจได้มีการปิดรับบริจาคทุนการศึกษาของลุงน้อย เนื่องจากมียอดเงินเพียงพอต่อการศึกษาให้จบหลักสูตรแล้ว ซึ่งทางสาขาวิชาฯ จะช่วยดูแลลุงน้อยได้เรียนให้สำเร็จตามที่ลุงหวังไว้.

ความสำคัญของภาษาถิ่น
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี

ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวาง เช่น ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19

“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทางหนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมายังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น