“กลุ่มกระทิงแดง” ตอบ “จม. นายกฯ” มอบ “300 ล้านบาท” ทำโครงการ “พึ่งตน เพื่อชาติ”

ข่าวล่าสุดวันนี้

วันนี้ (30 เม.ย.63) เวลา 11.00 น. ที่ห้องเกือกม้า ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายเฉลิม อยู่วิทยา และครอบครัวอยู่วิทยา ได้มอบหมายให้ นายธนิต บัวเขียว ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายและบริหารความเสี่ยง บริษัท สยาม ไวเนอรี่ จำกัด เป็นตัวแทนเข้ายื่นหนังสือตอบรับการให้ความร่วมมือระดับชาติ เพื่อเอาชนะโควิด-19 ไปด้วยกันทั้งประเทศ ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

โดยมี พล.ต.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ คณะทำงานนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับมอบหนังสือ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในหนังสือตอบรับของครอบครัวอยู่วิทยา ได้ระบุถึงสิ่งที่ครอบครัวอยู่วิทยาได้ดำเนินการไปแล้ว อาทิ การมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์และบริจาคเงินให้แก่สถานพยาบาลที่มีความจำเป็นเร่งด่วน

อาทิ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, โรงพยาบาลศิริราช, โรงพยาบาลรามาธิบดี และโรงพยาบาลอื่นๆ ที่มีความต้องการทั่วประเทศ รวมมูลค่ากว่า 70 ล้านบาท และยังได้บริจาคอาหาร, น้ำดื่ม, ถุงยังชีพ, แอลกอฮอล์เจล และหน้ากากผ้า ให้แก่ชุมชนต่างๆ และประชาชนที่ตกงาน ขาดแคลนรายได้ทั้งที่อาศัยอยู่ใน กทม.และต่างจังหวัด ตั้งแต่เดือน มี.ค.เป็นต้นมา

ในขณะที่ก็ได้ดูแลสวัสดิภาพของกลุ่มพนักงานบริษัท พนักงานขายและพนักงานโรงงาน ให้มีความมั่นคงควบคู่ไปด้วย “ในสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ เราก็ไม่มีนโยบายปลดพนักงานแต่อย่างใด ตรงกันข้ามเรากลับขยายตำแหน่งงานเพิ่มเติมอีกหลายตำแหน่ง และเรายังสนับสนุนให้พนักงานทำงานที่บ้านเพื่อป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ที่อาจได้รับจากการเดินทาง

รวมทั้งสนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อให้กับพนักงาน และติดตั้งอุปกรณ์ทำความสะอาด และฆ่าเชื้อไว้ในสถานที่ทำงาน และภายในโรงงานด้วย” ครอบครัวอยู่วิทยา ระบุ ในหนังสือตอบรับของครอบครัวอยู่วิทยายังได้ระบุถึงสิ่งที่กำลังจะดำเนินการด้วยว่า ครอบครัวอยู่วิทยา จะให้การสนับสนุนเงินทุนเบื้องต้นจำนวน 300 ล้านบาท

ในช่วง 3 ปีแรกเพื่อทำโครงการ “พึ่งตน เพื่อชาติ” โดยร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ และภาคการศึกษา อาทิ สถาบันอาศรมศิลป์ และเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ ในการสนับสนุนและเป็นพี่เลี้ยงให้กับคนที่มีเป้าหมายชีวิตเพื่อเศรษฐกิจพอเพียงได้รับการฝึกปฏิบัติวิธีการสร้างแหล่งอาหารเพื่อดูแลตนเองและครอบครัว จาก 100 คนแรกที่ผ่านการบ่มเพาะ จะออกไปแบ่งปันให้กับคนอื่นอีก 100 คน ก่อนที่จะขยายออกไปสู่อีก 100 ชุมชนใกล้เคียง ด้วยโมเดลการพึ่งพาตนเองแบบนี้จะนำพาคนไทย 1 ล้านคนให้รอดพ้นจากความอดอยากที่เผชิญอยู่ได้

“ครอบครัวอยู่วิทยา มองว่าชีวิตหลังโควิด-19 คนไทยต้องเผชิญกับความผันผวนและความไม่แน่นอน การดำเนินชีวิตจะมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงไป วิธีคิดและวิถีชีวิตใหม่ที่ต่างไปจากเดิมจะปรากฏชัดเจนขึ้น จึงให้ความสำคัญกับปัญหาปากท้องของประชาชน โดยจะสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร เพื่อให้ทุกคนที่เข้าร่วมโครงการที่เรากำลังจะทำได้มีกิน มีใช้ ไม่ขัดสน และสามารถพึ่งตนเองได้ในภาวะวิกฤต รวมถึงอาจจะมีกำลังเหลือไปช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป โครงการ “พึ่งตน เพื่อชาติ” ยังจะแสดงให้เห็นว่า ยิ่งแบ่งปัน ยิ่งแลกเปลี่ยนมากขึ้นเท่าใด เศรษฐกิจชุมชนซึ่งถือว่าเป็นรากฐานที่สำคัญของประเทศก็จะยิ่งมีความมั่นคง และเข้มแข็งมากขึ้นเท่านั้น”

“ครอบครัวอยู่วิทยาขอร่วมเป็นหนึ่งในทีมประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนให้โครงการนี้เกิดเป็นภาพใหญ่ที่ชัดเจน สวยงาม และแสดงให้ทั่วโลกได้เห็นถึงแนวทางการนำพาคนไทยให้ก้าวพ้นวิกฤตด้วยแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 และเมื่อทุกคนร่วมกันทำ ไม่ว่าจะมีวิกฤตร้ายแรงใดๆ เกิดขึ้นอีก เราก็จะสามารถมีชีวิตอยู่รอดได้ มีอาหารบริโภคได้อย่างยั่งยืน สังคมก็จะยั่งยืน และประเทศชาติก็จะยั่งยืนในที่สุด”

ครอบครัวอยู่วิทยา ย้ำในตอนหนึ่งของหนังสือตอบรับ นอกจากนี้ ครอบครัวอยู่วิทยา แสดงความเชื่อมั่นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะสามารถพาประเทศให้ก้าวพ้นวิกฤตโควิด-19 ไปได้ พร้อมเสนอให้รัฐบาลผลักดันวาระแห่งชาติในการยกระดับทุนมนุษย์ของประเทศไทยให้สูงขึ้น เพื่อเตรียมรับมือกับวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต อาทิ การให้มีโรงงานผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มากเพียงพอ, การจัดตั้งคลังอาหารและเวชภัณฑ์แห่งชาติ และการปลูกฝังการหาเลี้ยงชีพแบบพึ่งพาตนเอง เป็นต้น

ค้นหาภาษาถิ่น
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Search in posts
Search in pages

ความสำคัญของภาษาถิ่น
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี

ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวาง เช่น ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19

“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทางหนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมายังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *