ระบาดรอบใหม่! ผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มผับในโซลพุ่งเกือบ 100 – คาดกลุ่มเสี่ยง 1,500 คน

ข่าวล่าสุดวันนี้

วันนี้ (อังคารที่ 12 พฤษภาคม 2563) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 12 พ.ค. ว่าศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคเกาหลี ( เคซีดีซี ) ออกแถลงการณ์เมื่อวันอังคาร เกี่ยวกับสถานการณ์โรคโควิด-19 ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตสะสมเพิ่มเป็นอย่างน้อย 258 คน หลังมีการยืนยันผู้เสียชีวิตอีก 2 คน

ปัจจุบันอัตราเฉลี่ยจากการเสียชีวิตด้วยโรคโควิด-19 ในเกาหลีใต้อยู่ที่ประมาณ 2.36% แต่หากจำแนกตามช่วงอายุปรากฏว่าผู้ที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไป หากล้มป่วยจากโรคดังกล่าวและยิ่งมีโรคประจำตัวด้วยแล้ว แนวโน้มการเสียชีวิตจะสูงถึง 25.36%

ขณะที่ในวันเดียวกันมีการยืนยันผู้ป่วยใหม่อีก 27 คน แบ่งเป็นผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 5 คน ส่วนที่เหลืออีก 22 คนเป็นการติดเชื้อภายในประเทศ เพิ่มสถิติสะสมของผู้ป่วยในเกาหลีใต้เป็นอย่างน้อย 10,936 คน แต่ในจำนวนนี้ได้รับการรักษาหาแล้ว 9,670 คน เพิ่มขึ้นอีก 38 คน

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อตามซอยซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานบันเทิงในย่านอีแทวอนของกรุงโซล ซึ่งปิดอย่างไม่มีกำหนด

อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายในเกาหลีใต้กังวลมากขึ้นเกี่ยวกับการที่ไนต์คลับในย่านอีแทวอนของกรุงโซลกลายเป็นพื้นที่สีแดงแห่งใหม่ของโรคระบาด หลังมีการยืนยันผู้ป่วยเป็นชายอายุ 29 ปี ใช้บริการที่สถานบันเทิงในย่านนี้ 5 แห่ง ระหว่างคืนวันที่ 1 ต่อเนื่องรุ่งสางวันที่ 2 พ.ค. ที่ผ่านมา หลังจากนั้นชายคนดังกล่าวล้มป่วยและไปพบแพทย์ ผลปรากฏว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ทั้งนี้ ข้อมูลของเคซีดีซีระบุว่าจำนวนผู้ป่วยสะสมของกลุ่มสถานบันเทิงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นอย่างน้อย 93 คน โดยมีการยืนยันอีก 21 คนในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา แต่มีการประเมินว่ามีกลุ่มเสี่ยงอย่างน้อย 1,500 คน ใช้บริการที่สถานบันเทิงในช่วงเดียวกับผู้ป่วยรายนี้

ด้านเทศบาลกรุงโซลรายงานการเก็บข้อมูลเบื้องต้นของกลุ่มเสี่ยงจากเคสสถานบันเทิงได้แล้ว 5,517 คน แต่ติดต่อได้เพียง 2,405 คน จึงขอความร่วมมือให้ผู้ที่อยู่ในสถานบันเทิงย่านอีแทวอนในวันเดียวกับที่ผู้ป่วยยืนยันเข้าไปใช้บริการ รายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะไม่เปิดเผยข้อมูลอย่างเด็ดขาด

ส่วนกระทรวงสาธารณสุขของเกาหลีใต้เตือนสื่อในประเทศ ว่าการให้ข้อมูลที่อาจเป็นการชี้นำไปถึงตัวผู้ป่วยและกลุ่มเสี่ยงจากเคสสถานบันเทิงถือว่ามีความผิดตามกฏหมาย อนึ่ง มุมมองต่อเพศที่สามยังเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากในสังคมเกาหลีใต้.

เครดิตภาพ : AFP, REUTERS.

ค้นหาภาษาถิ่น
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Search in posts
Search in pages

ความสำคัญของภาษาถิ่น
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี

ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวาง เช่น ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19

“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทางหนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมายังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *