ผวาสูญหมื่นล้าน! 74 สหกรณ์ปล่อยกู้การบินไทยเสี่ยงสูญเงิน หากการบินไทยล้มละลาย

ข่าวล่าสุดวันนี้

วันนี้ (พุธที่ 13 พฤษภาคม 2563) หลังจากโลกโซเชียลแชร์ข้อมูลหนี้ของการบินไทยแพร่สะพัดเป็นวงกว้าง โดยมีสหกรณ์ 74 แห่ง ซื้อหุ้นกู้ อาจได้รับผลกระทบหากการบินไทยไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์วิกฤติได้

สำหรับสหกรณ์ดัง 10 อันแรกที่เป็นเจ้าหนี้การบินไทยจากการซื้อหุ้นกู้ประกอบด้วย
1.สหกรณ์ออมทรัพย์การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจำกัด มูลค่าหุ้นกู้ 8,324,215,193 บาท

2. สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำกัด มูลค่าหุ้นกู้ 2,860,000,000 บาท

3 สหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จำกัด มูลค่าหุ้นกู้ 2,585,867,421 บาท

4. ชุมนุมสหกรณ์ออกทรัพย์แห่งประเทศไทยจำกัด มูลค่าหุ้นกู้ 2,246,611,401 บาท

5. สหกรณ์ออมทรัพย์ ปตท.จำกัด มูลค่าหุ้นกู้ 2,089,565,036 บาท

6. สหกรณ์ออมทรัพย์กรมทางหลวง จำกัด มูลค่าหุ้นกู้ 1,950,000,000 บาท

7. สหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยมหิดล จำกัด มูลค่าหุ้นกู้ 1,693,089,007 บาท

8. สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานบริษัทการบินไทย จำกัด มูลค่าหุ้นกู้ 1,692,593,398 บาท

9. สหกรณ์ออมทรัพย์ กทม. จำกัด มูลค่าหุ้นกู้ 956,823,260 บาท

10. สหกรณ์ออมทรัพย์กรมป่าไม้ จำกัด มูลค่าหุ้นกู้ 890,810,000 บาท

ด้านสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำกัด ได้รับจดหมายเปิดผนึกของผู้บริหารสหกรณ์ลงวันที่ 11 พ.ค.แจ้งให้ทราบถึงสถานะของหุ้นกู้ที่ซื้อจากการบินไทยมูลค่า 2,585,867,421 บาท

ทั้งนี้ รศ.ดร.นพพร ปรีชานนท์ ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้แจง 4 ประเด็นเพื่อให้สมาชิกลดความกังวลต่อการสูญเงิน ดังนี้

1. สหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีนโยบายไม่ลงทุนในหุ้นสามัญ แต่เลือกลงทุนในตราสารหนี้ (หุ้นกู้) ระดับ A- เพราะความเสี่ยงต่ำ ได้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ โดยเฉพาะดอกเบี้ย 3-5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี แบ่งรับทุก 6 เดือน

2. ในกรณีหุ้นกู้การบินไทยนั้น สหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถืออยู่ประมาณ 2,300 ล้านบาท คิดเป็น 7 เปอร์เซ็นต์ของทุนดำเนินงาน 33,000 ล้านบาท มีกำหนดไถ่ถอนปีละ 100-200 ล้านบาท ได้รับดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง ในอัตราดอกเบี้ย 4.5 เปอร์เซ็นต์ และที่ผ่านมาการบินไทยจ่ายดอกเบี้ยตรงเวลา

3. การบินไทยเป็นสายการบินแห่งชาติ มีโอกาสฟื้นตัวหากลดทุน ปรับปรุงประสิทธิภาพ ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น นอกจากนี้การบินไทยมีทรัพย์สิน 256,655 ล้านบาท มีหนี้สิน 244,899 ล้านบาท ซึ่งรวมหนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อยู่ด้วย เมื่อมูลค่าทรัพย์มากกว่าหนี้สินจึงไม่อยู่ในฐานะตกเป็นผู้ถูกฟ้องล้มละลายหรือถูกสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ แต่ในกรณีเลวร้ายที่สุดเมื่อพิสูจน์ว่าทรัพย์สินมีน้อยกว่าหนี้สิน (ซึ่งรัฐบาลไม่น่าปล่อยให้เป็นเช่นนั้น) เจ้าหนี้มีทางเลือก 2 ทางคือ ฟ้องล้มละลายหรือให้ฟื้นฟูกิจการ ซึ่งจะทำให้สหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีสิทธิที่ได้รับการชำระตราสารหนี้ก่อนหนี้ประเภทอื่น อีกทั้งสหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในฐานะเจ้าหนี้ก็มีสิทธิเข้าไปทำแผนฟื้นฟูด้วย

4. ขอให้สมาชิกสหกรณ์วางใจ เพราะสหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีฐานะการเงินที่ดีตลอด 50 ปี มีผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินมาบริหาร การนำเงินของสหกรณ์ไปลงทุนซื้อหุ้นกู้การบินไทยมีสัดส่วนแค่ 7 เปอร์เซ็นต์ของทุนดำเนินการ จึงไม่น่าจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงของสหกรณ์

สำหรับสมาชิกสหกรณ์ 74 แห่งต่างขวัญผวาเพราะก่อนหน้านี้เคยสูญเงินก้อนโตจากกรณีปล่อยกู้ให้กับสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น จำกัด จึงกลัวเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

ค้นหาภาษาถิ่น
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Search in posts
Search in pages

ความสำคัญของภาษาถิ่น
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี

ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวาง เช่น ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19

“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทางหนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมายังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *