ประกาศภาวะฉุกเฉินโลก! WHO ให้ ‘ไวรัสโคโรนา’เป็นภาวะฉุกเฉินโลก สหรัฐฯพบติดเชื้อคนสู่คนเคสแรก,

ข่าวล่าสุดวันนี้

รอยเตอร์/เอเอฟพี – องค์การอนามัยโลก(WHO) ในวันพฤหัสบดี(30ม.ค.) ประกาศให้การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในจีน ตอนนี้เข้าองค์ประกอบของสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศแล้ว ในขณะที่สหรัฐฯพบการติดเชื้อจากคนสู่คนเป็นเคสแรก และฝรั่งเศสพบผู้ติดเชื้อเป็นรายที่ 5

เทดรอส อาดานอม เกเบรเยซัส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) แถลงเกี่ยวกับการตัดสินใจดังกล่าว หลังการประชุมของคณกรรมการฉุกเฉินขององค์การอนามัยโลก ซึ่งเป็นคณะของผู้เชี่ยวชาญอิสระ ท่ามกลางหลักฐานที่เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัสที่ลุกลามไปยังประเทศต่างๆกว่า 18 ชาติแล้ว

ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกกล่าวระหว่างแถลงข่าวในกรุงเจนีวา ว่า “ขอจงโปรดเข้าใจว่า การประกาศครั้งนี้ไม่ใช่การโหวตไม่ไว้วางใจจีน” เขากล่าว “ความกังวลใหญ่หลวงที่สุดของเราคือความเป็นไปได้ที่ไวรัสจะแผ่ลามสู่ประเทศอื่นๆที่มีระบบสาธารณสุขที่อ่อนแอ”

สำหรับคณะกรรมการฉุกเฉินขององค์การอนามัยโลก ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญอิสระ 16 ท่านและมี ดิดิเยร์ อุลส์แซง จากฝรั่งเศสเป็นประธาน

ในการประชุม 2 ครั้งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พวกผู้เชี่ยวชาญปฏิเสธทั้ง 2 ครั้งที่จะประกาศภาวะฉุกเฉิน ในขณะที่พวกเขาเสาะหาข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมจากจีนและรอหลักฐานที่สามารถยืนยันเกี่ยวกับการติดต่อจากคนสู่คนในประเทศอื่นๆ เพื่อให้เข้าองค์ประกอบของสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ

การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศเท่ากับเป็นการเปิดทางสำหรับออกคำแนะนำแก่ทุกประเทศ โดยมีเป้าหมายป้องกันหรือลดการแพร่ระบาดข้ามพรมแดน ซึ่งอาจทำให้มีการกำหนดข้อจำกัดเกี่ยวกับการเดินทางและการค้าต่างๆตามมา

คำประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินยังครอบคลุมถึงการออกคำแนะนำต่างๆชั่วคราวถึงเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของประเทศทั้งหลายทั่วโลก ในนั้นรวมถึงการยกระดับเฝ้าระวัง, การเตรียมความพร้อมรับมือและมาตรการต่างๆสำหรับควบคุมการแพร่ระบาด

อย่างไรก็ตามผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก เน้นย้ำว่า “ไม่มีเหตุผล” ที่จะกำหนดข้อจำกัดด้านการเดินทางหรือการค้ากับจีน ต่อการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส หลังจากสายการบินหลายแห่งประกาศระงับเที่ยวบินไปก่อนหน้านี้ “องค์การอนามัยโลกไม่แนะนำและคัดค้านต่อการกำหนดข้อจำกัดใดๆในด้านการเดินทางและการค้า”


แม้องค์การอนามัยโลกจะไม่มีอำนาจทางกฎหมายที่จะลงโทษประเทศใดๆที่ไม่ปฏิบัติตาม แต่พวกเขาสามารถขอให้รัฐบาลชาติต่างๆมอบหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับนำมากล่าวอ้างออกข้อจำกัดด้านการเดินทางและการค้า ในกรณีที่พวกเขาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ

การตัดสินใจขององค์การอนามัยโลกมีขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ต่างยืนยันว่าพบผู้เคสเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ติดต่อจากคนสู่คนเป็นรายแรกของแต่ละประเทศแล้ว

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของเกาหลีใต้ ยืนยันพบผู้ติดเชื้อเพิ่มเติมอีก 2 รายในวันพฤหัสบดี(30ม.ค.) ส่งผลให้ยอดรวมเพิ่มเป็น 6 คน อย่างไรก็ตามในส่วนคนไข้รายที่ 6 ซึ่งเป็นชายชาวเกาหลีใต้วัย 56 ปี ถูกพบว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หลังจากสัมผัสกับผู้ติดเชื้อรายอื่น และเวลานี้เขาถูกกักโรคอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงโซล

จากนั้นในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขสหรัฐฯ เปิดเผยว่าพวกเขาพบเคสการติดเชื้อจากคนสู่คนเป็นรายแรกในแผ่นดินอเมริกาเช่นกัน โดยเป็นชายคนหนึ่งซึ่งติดเชื้อไข้จากภรรยาที่ล้มป่วยไปก่อนหน้านี้

“บุคคลรายที่ 2 ในอิลลินอยส์ มีผลตรวจโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ออกมาเป็นพวก เขาเป็นชาวบ้านในชิคาโกและเป็นคู่สมรสของบุคคลจากอิลลินอยส์รายหนึ่ง ซึ่งได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อจากการเดินทาง” โรเบิร์ต เรดฟิลด์ ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคระบุ พร้อมบอกว่าผู้หญิงวัย 60 ปีเศษๆรายนี้เพิ่งเดินทางกลับมาจากอู่ฮั่น ในขณะที่สามีของเธอไม่ได้เดินทางไปจีนแต่อย่างใด

เจนนิเฟอร์ เลย์เดน หัวหน้าเจ้าหน้าที่แพทย์ประจำรัฐบอกว่าอาการของชายรายนี้ “ทรงตัว” แต่สถานการณ์ของเขาถูกซ้ำเติมจากโรคแทรกซ้อนบางอย่าง

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ของทั้งรัฐบาลกลางและระะดับรัฐ ย้ำว่าเชื้อโรคไม่ได้แพร่กระจายในวงกว้างตามชุมชนต่างๆและความเสี่ยงโดยรวมที่มีต่อชาวอเมริกานั้นยังอยู่ในระดับต่ำ

เคสผู้ติดเชื้อรายนี้ส่งผลให้ยอดรวมผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในสหรัฐฯเพิ่มเป็น 6 คน ขณะที่จนถึงวันพฤหัสบดี(30ม.ค.) ทางการจีนยืนยันว่าพบผู้ติดเชื้อในประเทศแล้ว 7,770 ราย เสียชีวิต 170 คน

ไวรัสแพร่กระจายจากเมืองอู่ฮั่นไปทั่วประเทศจีน และลุกลามสู่ประเทศต่างๆมากกว่า 15 ชาติ ด้วยเวลานี้ในเอเชีย, ยุโรป, อเมริกาเหนือและตะวันออกกลาง พบผู้ติดเชื้อรวมกันราวๆ 60 คนแล้ว อย่างไรก็ตามยังไม่พบผู้เสียชีวิตนอกประเทศจีน

ล่าสุดในวันพฤหัสบดี(30ม.ค.) ฝรั่งเศสยืนยันผู้ติดเชื้อเป็นรายที่ 6 หลังจากพบผู้ติดเชื้อ 3 รายแรกในวันศุกร์ที่แล้ว(24ม.ค.), รายที่ 4 ในวันอังคาร(28ม.ค.) และรายที่ 5 ในวันพุธ(29ม.ค.)

ความสำคัญของภาษาถิ่น
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี

ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวาง เช่น ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19

“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทางหนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมายังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น