รู้จักอาชีพ “ไลฟ์โค้ช” อาชีพที่สามารถทำรายได้มหาศาล แท้จริงแล้วคืออะไร

ข่าวล่าสุดวันนี้

1.เมื่อประเด็นร้อนแรงเกิดขึ้นกับไลฟ์โค้ชชื่อดังจึงต้องทำความรู้จักกับอาชีพไลฟ์โค้ชกันหน่อย อาชีพที่กำลังได้รับความนิยม สร้างรายได้สูงและยังไม่มีหน่วยไหนมากำกับดูแล

2.ภาพลักษณ์ทั่วไปของอาชีพอิสระไลฟ์โค้ช คือ รายได้ดี ได้รับความเชื่อถือจากผู้คนเพราะช่วยให้ผู้คนปลดล็อกตนเองจากพันธการของชีวิตได้

3.คนจากหลายวงการหลากสาขาอาชีพจึงผันตัวประกอบอาชีพเป็นไลฟ์โค้ช เช่น

– ครูอ้อย เข็มทิศชีวิต หรือ นางฐิตินาถ ณ พัทลุง นักธุรกิจหญิง เปิดคอร์สอำนาจแห่งการคิดดี

– มาสเตอร์ป๊อป ฐาวราจากการเขียนนิยายออนไลน์ เปิดคอร์สคลาสพิชิตเงินล้าน

– ฌอน บูรณะหิรัญ ไลฟ์โค้ชที่กำลังตกเป็นกระแสอยู่ขณะนี้

4.ผู้ที่เคยเข้าอบรมหลักสูตรโค้ชชิ่ง 2 ท่านได้ให้มุมมองไว้ดังนี้

4.1 ฐิติรัตน์ พูนศิริชัยกิจ ผอ.ฝ่ายคลื่นวิทยุ FM96.5 MHz ผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรโค้ชชิ่งมาหลายครั้งจากสถาบันที่ได้รับการรับรองจาก ICF หรือสหพันธ์โค้ชนานาชาติและการอบรมแต่ละครั้งจะมีโค้ชมืออาชีพของสถาบันเข้าร่วมด้วยมากถึง 10 คน

– ท่านได้ให้ความหมายของโค้ชชิ่งว่าเป็นกระบวนการรับฟังเรื่องราวของผู้อื่น ฟังให้ลึก สะท้อนให้ชัด ถามให้คม และชมให้เป็น สร้างแรงบันดาลใจให้เขาเห็นแนวทางและวิธีการ จนนำไปสู่การปลดล็อกชีวิตได้ด้วยตัวเอง โดยที่ผู้รับการโค้ชต้องเปิดพร้อมเปลี่ยนด้วย

4.2 อดิศร เลาหะวิสุทธิ์ นักจัดรายการวิทยุผู้ที่เคยอบรมโค้ชชิ่งมามากกว่า 14 คอร์ส บอกว่าอาชีพนี้เติบโตไวมากเพราะมีการใช้สื่อโซเชียลในการเผยแพร่

– คนส่วนใหญ่ต้องการการรับฟังจากผู้อื่นและฟังอย่างเข้าใจจึงทำให้อาชีพโค้ชมาเติมเต็มหน้าที่นี้

– การเป็นไลฟ์โค้ชที่ถูกต้อง ต้องผ่านการอบรมจนได้รับใบรับรองจากสถาบันที่ได้รับรองมาตรฐานจาก ICF หรือสหพันธ์โค้ชนานาชาติ

– หลักสูตรทั่วไปใช้เวลาเรียนประมาณ 1 ปีครึ่ง มีค่าใช้จ่ายโดยรวมเป็นหลักแสนบาท

5.มีข้อมูลว่าอาชีพนี้มีทำรายได้ได้ค่อนข้างสูง ทั้งการให้คำปรึกษาแบบรายชั่วโมงและซื้อคอร์สระยะยาว

– โค้ชแบบตัวต่อตัวรายชั่วโมง ราคาเริ่มต้นชั่วโมงละ 10,000 บาทขึ้นไป

– โค้ชแบบแพ็กเกจระยะยาวต้องซื้อ10 ชั่วโมงขึ้นไป

6.เมื่อมีแรงจูงใจของรายได้ที่มากธุรกิจนี้จึงโตอย่างรวดเร็ว สำหรับการขายคอร์สก็ยังไม่มีการกำหนดราคากลางและหน่วยงานใดมากำกับดูแลเหมือนวิชาชีพด้านอื่น

ความสำคัญของภาษาถิ่น
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี

ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวาง เช่น ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19

“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทางหนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมายังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *