หมอยง ย้ำ! ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ “ติดเฉพาะในหมู” ยังไม่ได้แพร่ระบาดสู่คน

ข่าวล่าสุดวันนี้

1.คณะนักวิทยาศาสตร์ในประเทศจีนอยู่ระหว่างการเฝ้าระวังการระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ออกไปทั่วโลกอย่างใกล้ชิดเพราะพวกเค้าได้ค้นพบไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในสัตว์ประเภทหมูและคนก็ยังไม่มีภูมิคุ้มจากไข้หวัดสายพันธุ์นี้

2.ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กของท่านว่า อย่าเพิ่งตื่นตระหนกกับไข้หวัดใหญ่หมู” สายพันธุ์ใหม่ “G4EAH1N1” ที่เป็นข่าว

3.หากหมูเป็นตัวกลางให้เกิดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่แล้ว เมื่อแพร่เข้าสู่ร่างกายมนุษย์จะทำให้เกิดการระบาดไปทั่วโลกได้เพราะคนยังไม่มีภูมิต้านทานและการจะอธิบายสร้างความเข้าใจเรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้ค่อนข้างเข้าได้ยากหน่อย

4.ท่านอธิบายไว้ว่า ปกติจะพบไข้หวัดใหญ่ในหมูอยู่แล้วและมักไม่แสดงอาการใด

-ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่เป็นสายพันธุ์ลูกผสมพบในหมูมีชิ้นส่วนพันธุกรรมของไข้หวัดใหญ่ทั้งหมด 8 ชิ้น

-ที่มาของ “G4EAH1N1” มาจากการแลกเปลี่ยนชิ้นส่วนพันธุกรรมได้ G4 คือ genotype ที่ 4 และ EA คือ Eurasian avian และ H1N1

-G4EAH1N1 มาจากการผสมกันของไวรัสไข้หวัดใหญ่ในหมู นกและคนเข้าไปจึงเกิดเป็นสายพันธุ์ใหม่

-เคยเกิดขึ้นแล้วโดยมีจุดเริ่มต้นที่ประเทศเม็กซิโกและระบาดไปทั่วโลกในปี 2009 “ไข้หวัดใหญ่ 2009

-ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่เกิดในหมูล่าสุดนั้นยังไม่มีการระบาดเพียงแต่มีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและเป็นเพียงการศึกษาตั้งแต่ปี 2011 ถึง 2018 เท่านั้นเอง

-8 ปีที่ผ่านมาไข้หวัดใหญ่ในหมูมีการเปลี่ยนแปลงตลอด จากสายพันธุ์เดิม classical swine มีการผสมผสานชิ้นส่วนพันธุกรรมของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ Euratian avian-like เป็นสายพันธุ์ G1

-มีเข้าไปผสมกันเป็นไส้ในของไข้หวัดหมู เรียกสายพันธุ์ G2 ที่เกิดจากชิ้นส่วนพันธุกรรมของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ H1N1 2009

-ส่วนสายพันธุ์ G4 เกิดการแทรกสายพันธุ์อีก 1 ชิ้น คือ triple-reassortant ซึ่งพบมากในช่วงระยะหลัง สายพันธุ์นี้จะแตกต่างจาก G1 และ G2 ส่วน G 3, 5 และ 6 แต่ยังไม่ขอพูดถึง

5.ทางการจีนยังพบสายพันธุ์ลูกผสม G4 + EA (Eurasian avian-like) + Triple reassortant เป็นการผสมชิ้นส่วน 3 สายพันธุ์ G4EAH1N1 ซึ่งการฉีดวัคซีนสร้างภูมิต้านทานในปัจจุบันยังไม่สามารถป้องกันได้

-สายพันธุ์นี้พบจากการทดลองในสัตว์และสัตว์ที่ถูกทดลองจะมีอาการค่อนข้างรุนแรงกว่าสายพันธุ์อื่น

-ได้ศึกษาเซลล์ที่เพาะเลี้ยงไว้พบว่าไวรัสนี้จะเข้าติดเชื้อได้ง่ายในบริเวณเซลล์เยื่อบุ

-ติดต่อกันได้ง่ายเพียงผ่านละอองฝอยและการสัมผัสโดยตรง

6.สรุปสาระสำคัญของสายพันธุ์ใหม่ G4EAH1N1 ได้ดังนี้

-พบในสัตว์ประเภทหมูที่ประเทศจีนในช่วงหลังจนถึงปี 2018

-จากการทดลองสร้างภูมิต้านทานด้วยการฉีดวัคซีนตามฤดูกาลในคนไม่สามารถป้องกันไวรัสนี้ได้

-ไวรัสสายพันธุ์นี้ยังเป็นจุดเริ่มของโรคในสัตว์ทดลองทำให้มีอาการมากกว่าสายพันธุ์อื่น

-สามารถติดต่อได้ด้วยการสัมผัสโดยตรงและผ่านฝอยละออง

-ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ยังไม่พบว่าการติดในคนและยังไม่มีการแพร่ระบาด

-เป็นการทดลองในสัตว์และสมมติฐานจากเหตุผลจากที่กล่าวมาแล้ว

-หากพบในคนการพัฒนาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ก็ทำได้ง่ายเพียงแค่เปลี่ยนสายพันธุ์ให้ตรงกับสายพันธุ์ที่มีการระบาดเท่านั้นเอง

7.ข่าวที่ได้มีการนำเสนอออกมานี้เป็นผลงานทางวิชาการของทางการจีน ในวารสารที่มีชื่อเสียง PNAS ที่มีการทำการวิจัยมายาวนานและศึกษาอย่างลึกซึ้ง

8.ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ กล่าวตบท้ายว่า อยากเห็นงานวิจัยลักษณะนี้ในบ้านเราซึ่งต้องลงทุนจำนวนมากเพื่อทำเป็นงานวิจัยพื้นฐานและคงจะไม่ถูกตั้งคำถามว่าทำวิจัยแบบนี้แล้วจะทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นไหม ทำแล้วขายได้หรือเปล่าเพราะเคยถูกถามมาแล้ว

ค้นหาภาษาถิ่น
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Search in posts
Search in pages

ความสำคัญของภาษาถิ่น
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี

ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวาง เช่น ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19

“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทางหนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมายังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *