คนใจบุญต้องอ่าน! ตรวจสอบก่อน “โอนเงินบริจาค” ว่าแบบไหน “เถื่อน-ถูกกฎหมาย”

ข่าวล่าสุดวันนี้

1.มาดูวิธีตรวจสอบก่อนโอนเงินบริจาคและความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่เปิดการรับบริจาค

2.การเปิดบัญชีรับเงินบริจาคไม่ว่าจะเป็นสิ่งของหรือเงินอยู่ภายใต้ (กฎหมาย) พ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไร พุทธศักราช 2487 ในความหมายของมาตรา 4 รวมถึงการรวบรวมทรัพย์สินที่ได้มาทั้งหมดหรือบางส่วนไปใช้ในกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งด้วย

3.การเปิดรับบริจาคผ่านช่องทางสาธารณะไม่ว่าจะผ่านสื่อโทรทัศน์หรือสิ่งพิมพ์ จะต้องขออนุญาตจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยก่อนซึ่งต้องทำเป็นหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทยโดยมีรายละเอียดดังนี้
-วัตถุประสงค์ของกิจกรรม
-วิธีการเรี่ยไร
-จำนวนเงินที่ต้องการเรี่ยไร
-สถานที่ที่จะเรี่ยไร
-วันและเวลาที่เริ่มต้นจนสิ้นสุดกิจกรรมการเรี่ยไร

4.เมื่อได้รับการอนุญาตจากกรมการปกครองให้จัดกิจกรรมการเรี่ยไรแล้วต้องพกเอกสารนี้ไว้ขณะทำการเรี่ยไรเพื่อให้ตรวจสอบง่าย

5.การอนุญาตจากกรมการปกครองให้จัดกิจกรรมการเรี่ยไรให้ขออนุญาตตามพื้นที่ที่ขอรับบริจาคการเรี่ยไรนั้น สำหรับต่างจังหวัดสามารถขออนุญาตได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ

6.ในการเปิดบัญชีรับเงินบริจาค ไม่ได้ระบุว่าห้ามเปิดบัญชีในชื่อผู้ขอรับบริจาค แต่ไม่นิยมทำกันเพราะเมื่อมีการโอนเงินรับบริจาคเข้าบัญชีชื่อบุคคลจะมีการตรวจสอบถึงที่มาของรายได้และต้องยื่นกับกรมสรรพากร จึงมักเปิดบัญชีในนามมูลนิธิเพื่อตรวจสอบได้ง่ายและผู้บริจาคสามารถใช้ใบเสร็จเพื่อนำไปลดหย่อนภาษีได้

7.กฎหมายให้ใครเรี่ยไรได้บ้าง
-บุคคลที่มีต้องมีอายุ 16 ปีขึ้นไป
-บุคคลนั้นต้องไม่มีจิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบหรือผู้ไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ
-บุคคลนั้นต้องไม่เป็นโรคติดต่อที่น่ารังเกียจ
-บุคคลนั้นต้องไม่เคยต้องโทษฐาน ลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ โจรสลัด กรรโชก ฉ้อโกง ยักยอกทรัพย์ รับของโจร
-บุคคลนั้นต้องไม่เคยต้องโทษทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายลักษณะอาญาและพ้นโทษมาแล้วยังไม่ครบห้าปี
-ไม่เป็นบุคคลที่พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่ามีความประพฤติหรือหลักฐานไม่น่าไว้ใจ

8.โทษของการเปิดบัญชีรับเงินบริจาคแต่เก็บไว้เอง หากตรวจสอบเจอว่ามีเจตนาฉ้อโกงหรือล่อลวง ผู้เปิดรับบริจาคจะได้รับโทษตาม
-กฎหมายอาญา มาตรา 341 ว่าด้วยกระทำความผิดฐานฉ้อโกง
-อาจได้รับโทษใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) ที่มีทั้งโทษจำคุกและปรับ หากการเปิดรับบริจาคนั้นกระทำผ่านสื่อโซเชียล

9.ลักษณะการเปิดรับบริจาคที่น่าเชื่อถือจากหน่วยงานรัฐยึดตามหลักเกณฑ์ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเรี่ยไรของหน่วยงานรัฐ พ.ศ.2544

10.ในการเรี่ยไรหรือเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรี่ยไร ห้ามมิให้หน่วยงานของรัฐ ดําเนินการดังต่อไปนี้
-กําหนดประโยชน์ที่ผู้บริจาคหรือบุคคลอื่นจะได้รับที่ไม่ใช่ประโยชน์ที่หน่วยงานของรัฐได้ประกาศไว้
-กําหนดให้ผู้บริจาคต้องบริจาคเงินหรือทรัพย์สินเป็นจํานวนหรือมูลค่าที่แน่นอน เว้นแต่มีความจําเป็นต้องกําหนดเป็นจํานวนเงินที่แน่นอน เช่น การจําหน่ายบัตรเข้าชมการแสดงหรือบัตรเข้าร่วมการแข่งขัน เป็นต้น
-กระทําการใด ๆ ที่เป็นการบังคับให้บุคคลใดทําการเรี่ยไรหรือบริจาคหรือกระทําในลักษณะที่ทําให้บุคคลนั้นต้องตกอยู่ในภาวะจํายอมไม่สามารถปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยงที่จะไม่ช่วยทําการเรี่ยไรหรือบริจาคไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
-ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐออกทําการเรี่ยไร หรือใช้ สั่ง ขอร้อง หรือบังคับให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือบุคคลอื่นออกทําการเรี่ยไร

11.ดูบัญชีที่ถูกเปิดมาเพื่อรับบริจาคว่าน่าเชื่อถือแค่ไหนจาก
-การเปิดบัญชีในนามมูลนิธิที่มีที่ตั้งมีตัวตนอยู่จริงสามารถออกใบเสร็จรับเงินได้ชัดเจน
-ในนามหน่วยงานรัฐต้องตรวจสอบตามกฎหมายได้
-ในนามนิติบุคคลก็ต้องสามารถตรวจสอบตามกฎหมายได้เช่นกัน

12.ฝากไว้ให้คิดดังนี้
-การเปิดรับบริจาคโอนเข้าบัญชีตัวเองสามารถทำได้แต่ต้องขออนุญาตในเขตพื้นที่มีการเปิดรับบริจาคตามข้อ 3, 4 และ 5 ข้างบนที่กล่าวมาแล้วก่อน
-การเปิดบัญชีรับบริจาคในชื่อเพจสามารถทำได้แต่ชื่อเพจต้องเป็นชื่อเดียวกับที่จดทะเบียนประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไว้แล้ว
-นั่นหมายความว่าชื่อบริษัท ชื่อร้าน หรือชื่อเพจต้องเป็นชื่อเดียวกับที่จดทะเบียนประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไว้แล้วและได้ขออนุญาตรวมทั้งต้องมีใบอนุญาตจัดให้มีการเรี่ยไรในเขตพื้นที่มีการเปิดรับบริจาคแล้ว

13.ส่วนใหญ่มูลนิธิ บริษัท หรือองค์กรจะเป็นผู้เปิดบัญชีรับบริจาคเพราะสามารถตรวจสอบได้ มีความโปร่งใสของเอกสารและการจัดการทางบัญชีอย่างเป็นระบบ หากเป็นการบริจาคที่มีการโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของบุคคลจะต้องมีผู้ร้องทุกข์ถึงจะตรวจสอบได้

14.ถ้าคุณมีความประสงค์ที่จะบริจาคและอยากให้ความช่วยเหลือดังกล่าวถึงมือผู้ประสบภัยจริงๆ ควรบริจาคผ่านหน่วยงานที่มีความเชื่อถือจะดีกว่า ผู้ให้ก็สุขใจส่วนผู้รับก็ได้รับความช่วยเหลืออย่างแท้จริง

***ที่มาของข้อมูลที่มา: กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
https://multi.dopa.go.th/omd2/laws/cate5 (กฎหมายเกี่ยวกับการเรี่ยไร)

 

ความสำคัญของภาษาถิ่น
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี

ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวาง เช่น ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19

“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทางหนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมายังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *