ครั้งแรกในรอบ 10 ปี! ไก่ฟ้าหน้าเขียวสัตว์ป่าหายาก ป่าอุทยานเสด็จในกรมหลวงชุมพร

ข่าวล่าสุดวันนี้

1.วันที่ 6 กรกฎาคม 63 นักปักษีวิทยา ได้ลงพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา บริเวณจุดสกัดทับอินทนิล เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุทยานเสด็จในกรมหลวงชุมพรด้านทิศเหนือ (ตอนล่าง) หมู่ที่ 10 ตำบลหงส์เจริญ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร

2.การลงพื้นที่ก็เพื่อถ่ายภาพเก็บข้อมูลไก่ฟ้าหน้าเขียว สัตว์ป่าคุ้มครองตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า

3.ในรอบหลายสิบปียังไม่เคยมีช่างภาพคนใดสามารถถ่ายภาพสัตว์ชนิดนี้ได้เลย โดยไก่ฟ้าหน้าเขียวตัวดังกล่าวได้ลงมาหากินอยู่บริเวณรอบๆ ที่ทำการจุดสกัดทับอินทนิลนานกว่า 1 เดือน

4.จากการติดตามเพื่อบันทึกภาพ พบไก่ฟ้าหน้าเขียวเพศผู้ อายุกว่า 2 ปี น้ำหนักตัวประมาณ 2 กิโลกรัม มีขนหงอนบนหัว ขนที่คอหน้าอกและหลังตอนบนมีสีเหลือบเขียวอมน้ำเงิน ส่วนล่างของหลังมีสีแดงแกมน้ำตาล ขนใต้ท้องสีน้ำตาลแกมดำมีขอบขาว กำลังวนเวียนหากินอยู่ในพงหญ้าขอบป่ารอบๆ ที่ทำการจุดสกัดทับอินทนิล

5.ไก่ฟ้าหน้าเขียวไม่มีอาการตื่นกลัวคนมากนัก จึงสามารถตั้งกล้องและเดินถ่ายภาพได้ในระยะ 30-50 เมตร แบบที่นักดูนกไม่เคยได้ดูที่เป็นธรรมชาติและใกล้ชิดขนาดนี้

6.ไก่ฟ้าหน้าเขียวนั้นมีถิ่นกำเนิดในตอนใต้ของไทย มาเลเซีย บอร์เนียว ตลอดจนถึงสุมาตรา ในประเทศไทยมีเฉพาะภาคใต้เท่านั้น พบในป่าดงดิบที่เป็นป่าต่ำ ไม่ชอบออกหากินตามป่าโปร่งหรือที่โล่งเตียน จึงไม่ค่อยมีใครพบเห็นสัตว์ป่าชนิดนี้มากนัก

7.การที่ไก่ฟ้าหน้าเขียวลงมาหากินอยู่บริเวณเชิงป่ารอบๆ ที่ทำการจุดสกัดทับอินทนิลเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้นักปักษีวิทยาจากทั่วประเทศให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

8.นายสัตวแพทย์ เกษตร สุเตชะ นายกสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ไก่ฟ้าหน้าเขียวเป็นนกประจำถิ่นของประเทศไทยที่หาได้ยากมากปกติจะอาศัยอยู่ในป่าที่ราบต่ำสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 200 เมตร ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมามีรายงานพบเพียงแค่ 1-2 ครั้งเท่านั้น ส่วนใหญ่จะเจอในป่าที่สมบูรณ์ซึ่งเป็นตัวชี้วัดคุณภาพของป่าได้อย่างดี

9.การที่ได้เจอไก่ฟ้าหน้าเขียวครั้งนี้เป็นสิ่งสะท้อนว่ากรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช มีนโยบายดำเนินการรักษาป่ามาถูกทางแล้ว เมื่อป่าอุดมสมบูรณ์มากขึ้นสัตว์ป่าที่หายากก็จะมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

10.สำหรับการเดินทางมาในวันนี้เป็นเพราะไก่ฟ้าหน้าเขียวเป็นสัตว์ที่ทรงคุณค่าหายาก จึงอยากมาเห็นและถ่ายภาพด้วยตัวเอง ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีที่ตนได้ตระเวนไปถ่ายภาพสัตว์ป่ามามากมายเคยได้ยินแค่บอกเล่ากันมาแต่ยังไม่เคยเห็นตัวเป็นๆ เหมือนในวันนี้

11.นายอาทร กำลังใบ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุทยานเสด็จในกรมหลวงชุมพรด้านทิศเหนือ (ตอนล่าง) กล่าวว่า พื้นที่ป่าอุทยานแห่งนี้มีสัตว์ป่าหลายชนิด เช่น เสือโคร่ง หมี เลียงผา เก้ง กวางและอีกหลายชนิด

12.ส่วนไก่ฟ้าหน้าเขียวตัวนี้เพิ่งจะลงจากป่ามาหากินตั้งแต่เช้าบริเวณจุดสกัดทับอินทนิลได้ประมาณ 1 เดือน ช่วงเย็นมันก็จะกลับเข้าไปนอนในป่าตามปกติและจะออกมาเองตามธรรมชาติ

13.ทางอุทยานฯ เคยใช้กล้องดักถ่ายและสามารถจับภาพไก่ฟ้าหน้าเขียวได้ 1 ฝูงจำนวนหลายตัวในปี 2562 ซึ่งอยู่ห่างจากจุดนี้ประมาณ 7-8 กิโลเมตร สำหรับไก่ฟ้าหน้าเขียวตัวนี้กำลังเป็นที่สนใจ

14.ก่อนหน้านี้ทางอุทยานฯ ปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่เนื่องจากจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของสถานการณ์โควิด-19 และขณะนี้มีทั้งนักดูนกและนักท่องเที่ยวหลายคณะได้ติดต่อขอเข้ามาศึกษาเก็บข้อมูลและถ่ายภาพกันมากพอสมควร

ค้นหาภาษาถิ่น
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Search in posts
Search in pages

ความสำคัญของภาษาถิ่น
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี

ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวาง เช่น ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19

“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทางหนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมายังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *