เดือดร้อนหนัก! “กองทัพแมลงวัน” บุกภูเรือ ร้านอาหารต้องกางมุ้งให้ลูกค้า

ข่าวล่าสุดวันนี้

1.วันที่ 13 ก.ค.63 มีรายงานว่าขณะนี้ที่ อ.ภูเรือ จ.เลย กำลังประสบปัญหาเรื่องมีแมลงวันเกิดขึ้นจำนวนมาก หลังจากที่ใช้ปุ๋ยขี้ไก่ในพื้นที่เพาะปลูกแก้วมังกร ทำให้มีแมลงวันมากจนส่งผลต่อความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ โดยขณะนี้ทางจังหวัดกำลังเตรียมหามาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน

2.จากกรณีคลิปที่ชาวอ.ภูเรือ จ.เลย ที่ถ่ายไว้หลังจากที่ได้ลุกไปตักน้ำระหว่างทานข้าวไปไม่ถึงนาที เมื่อกลับมาก็พบว่ามีแมลงวันอยู่ในจานข้าวจำนวนมาก จึงได้ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเลยเร่งแก้ปัญหาแมลงวันให้เร็วที่สุด

3.ขณะที่ร้านอาหารภูเรือ โภชนาก็ได้ทำการดัดแปลงเอามุ้งมาคลุมไว้รอบร้านเพื่อป้องกันแมลงวันไม่ให้เข้ามารบกวนลูกค้าในช่วงที่กำลังรับประทานอาหาร ซึ่งก่อนหน้านี้ลูกค้าไม่สามารถทานอาหารในร้านได้ยอดขายจึงลดลง

4.โดยเจ้าของร้าน ระบุว่า ปกติแล้วในช่วงหน้าฝนและหน้าหนาวจะมีแมลงวันจำนวนมากอยู่แล้ว แต่ในปีนี้พบจำนวนมากกว่าทุกปี จึงกังวลเกี่ยวกับปัญหาแมลงวันที่อาจส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวลดน้อยลง

5.นายชนาส ชัชวาลวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ได้รับคำสั่งให้ร่วมประชุมแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน โดยแบ่งขั้นตอนการแก้ปัญหาออกเป็น 2 ระยะ คือ
– ระยะเฉพาะหน้า ได้มอบหมายให้ระดมมวลชน ทั้งกลุ่มเกษตรกร อสม.และผู้นำชุมชนร่วมชี้แจงให้กลุ่มเกษตรกรช่วยกันกำจัดต้นตอของแมลงวัน ซึ่งจะทำในทุกพื้นที่ไม่เฉพาะเจาะจงแค่อำเภอภูเรือเท่านั้นแล้วจะประเมินผลภายใน 7 วัน เพราะอายุของแมลงวันจะอยู่ที่ประมาณ 7-15 วัน
– มาตรการระยะยาวจะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานด้านการเกษตร สำนักงานปศุสัตว์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ประกอบการและฝ่ายปกครอง รวมถึงตำรวจเพื่อช่วยกันหาแนวทางการป้องกันอย่างยั่งยืนต่อไป

6.ยกตัวอย่างเช่น ในภาคเกษตรกรทุกพื้นที่จะเริ่มรณรงค์ให้กำจัดแมลงวันที่มีแหล่งกำเนิดมาจากต้นแก้วมังกร เพราะแมลงวันเกิดมาจากการใช้ปุ๋ยขี้ไก่ จึงจำเป็นต้องทำลายแหล่งฟักไข่ของแมลงวันก่อน

7.สำหรับกลุ่มของร้านอาหารนั้นจะต้องดูแลเรื่องสุขลักษณะของร้าน ห้ามให้มีเศษอาหารที่อาจทำให้แมลงวันบินมาฝั่งตัวอยู่หรือมาไข่ทิ้งไว้ได้

ค้นหาภาษาถิ่น
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Search in posts
Search in pages

ความสำคัญของภาษาถิ่น
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี

ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวาง เช่น ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19

“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทางหนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมายังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *