รวบ “เจ๊เพชร ปอยเปต” ขนแรงงานกัมพูชาเข้าไทย อ้างสามารถหลบการตรวจโควิด-19 ได้

ข่าวล่าสุดวันนี้

1.วันที่ 15 ก.ค.63 พลตำรวจโทสมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง แถลงผลจับกุม นางเพชรรัตน์ สาธร (เจ๊เพชร ปอยเปต) ซึ่งถูกระบุว่าเป็นนายหน้าพาแรงงานต่างด้าวเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมายในพื้นที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

2.จากการสอบสวน นางเพชรรัตน์ ยอมรับว่า ลักลอบเดินทางเข้าไทยผ่านทางช่องทางธรรมชาติ โดยไม่ได้ปฏิบัติตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

3.พบว่า นางเพชรรัตน์ ออกจากไทยเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2563 ทางจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก และไม่พบข้อมูลเดินทางเข้ามาในไทยแต่อย่างใด

4.นอกจากนี้ยังรับสารภาพว่า ตนได้โพสเพชบุ๊กโดยมีการโฆษณาว่า สามารถนำพาคนเข้าออกประเทศได้โดยไม่ต้องกักตัว 14 วัน และไม่ต้องผ่านการตรวจโรค โดยเก็บค่าใช้จ่ายครั้งละ 4,000 บาท

5.สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางเข้าไทยจะต้องโอนค่ามัดจำเพื่อเป็นค่ารถ 500 บาทก่อนแล้วจึงจ่ายอีก 3,500 บาท เมื่อถึงบริเวณชายแดนไทย

6.โดยจะมีนายบอง (ไม่ทราบชื่อสกุลและสัญชาติที่แท้จริง) จะเป็นผู้ติดต่อรถตู้เพื่อมารับแรงงานต่างด้าว บริเวณแนวชายแดน แล้วส่งตามพื้นที่ที่ผู้ประกอบการไทยต้องการใช้แรงงานต่างด้าว

7.จากนั้นจะไปส่งผู้ลักลอบเข้าเมืองในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น กรุงเทพมหานคร นนทบุรี สมุทรปราการ สำหรับแรงงานต่างด้าวที่ต้องการมากที่สุด คือ แรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา

8.สำหรับนางเพชรรัตน์นั้นเป็นเพียงหนึ่งในผู้แสวงหาผลประโยชน์ช่วงด่านพรมแดนปิด ซึ่งมีการแอบอ้างว่าสามารถพาคนเข้าออกประเทศไทยได้ โดยไม่ต้องกักตัว แต่จะมีผู้หลงเชื่อที่ลักลอบเข้าเมืองสำเร็จแค่ไหนนั้นไม่อาจทราบได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการตรวจสอบขยายผลต่อไป

9.ส่วนอีกคนหนึ่งมีฉายาว่า เจ๊ต้อย วังน้ำเย็น ก็ถูกระบุว่าเป็นนายหน้านำพาแรงงานเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมายด้วยเช่นกัน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจสอบก็มีความคืบหน้าไปพอสมควร

10.นอกจากนี้ ชุดสืบสวนตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตากยังจับชายไทยที่กำลังขับรถโดยสารไม่ประจำทาง ผ่านจุดตรวจบ้านห้วยหินฝน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จากการตรวจค้นพบกลุ่มแรงงานต่างด้าวจำนวน 20 คน

11.โดยกลุ่มแรงงานต่างด้าวดังกล่าวมีเอกสารถูกต้องเพียง 4 คน ส่วนอีก 16 คน พบเพียงเอกสารการแจ้งความหนังสือเดินทางหาย และเมื่อได้ตรวจสอบในฐานข้อมูลของตรวจคนเข้าเมืองแล้ว พบว่าเป็นหนังสือเดินทางของบุคคลอื่น

12.ได้สอบสวนทั้งหมดซึ่งได้ให้การรับสารภาพว่าเป็นชาวเมียนมา หลบหนีเข้ามาทำงานทั่วไปในประเทศไทย แต่เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นายจ้างบอกเลิกจ้าง จึงต้องเดินทางกลับประเทศ แต่มาถูกจับได้ก่อน

13.ตั้งแต่ในวันที่ 1 พ.ค.-14 ก.ค.63 มานี้ได้มีการจับกุมผู้นำพาและลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายได้กว่า 2,169 คน พร้อมทั้งได้เตือนผู้ประกอบการไทยว่า หากพบมีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายที่มีการลักลอบเข้าเมืองโดยไม่ผ่านการตรวจคัดกรอง จะมีความเสี่ยงต่อการติดโรคได้

ค้นหาภาษาถิ่น
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Search in posts
Search in pages

ความสำคัญของภาษาถิ่น
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี

ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวาง เช่น ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19

“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทางหนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมายังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *