ถอดรหัสลับ! ทหารอียิปต์ “มีภารกิจอะไร” ถึงต้องเอาเครื่องบินมาลงจอดที่ไทย

ข่าวล่าสุดวันนี้

1.กรณี เครื่องบิน ซี 130 จำนวน 2 เครื่อง พร้อมลูกเรือ 31 คนของ กองทัพอากาศอียิปต์ได้รับการอนุมัติให้บินผ่านน่านฟ้าไทย และเข้ามาลงพัก รับบริการและเติมเชื้อเพลิง ณ สนามบินทหารของไทยนั้น เป็นพันธะกรณีระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือทางทหารซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่ดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่อง

2.ตามหลักการแล้วจะต้องอยู่ภายใต้กรอบมาตรการการควบคุมโรคของไทยอย่างเคร่งครัด

3.การปฏิบัติภารกิจทางทหารของอียิปต์ เป็นการเดินทางไป-กลับ “ปากีสถานและจีน” คาดว่าเป็นภารกิจลำเลียงขนส่งชิ้นส่วนอะไหล่ยุทโธปกรณ์ทางทหาร ซึ่งต้องใช้อากาศยานของทหารเท่านั้น

4.การเข้ามาลงจอดในประเทศไทยขาแรกในช่วงกลางดึกและวิ่งขึ้นไปเช้าตรู่ ก็เพื่อการบริการเครื่องกับการเติมเชื้อเพลิง รวมทั้งวางแผนเข้ามาวางตัวจ่อให้เหมาะสมกับระยะทางในการปฏิบัติการของอากาศยานประเภทนั้น ๆ

5.กำหนดการของภารกิจคือต้องบินไปลงจีนให้ได้ก่อนเที่ยง จะได้เร่งทำงานให้เสร็จแล้วกลับมาพักที่ประเทศไทยซึ่งปลอดภัยจากโรคระบาดมากกว่า

6.ขากลับจากจีน เชื่อว่าเป็นการวางแผนเพื่อให้ลูกเรือได้พักผ่อนหลังภารกิจเรียบร้อยก่อนเดินทางกลับนั้นเอง

7.การพักค้าง 1 คืน ก่อนเดินทางกลับ ลูกเรือของ ทอ.อียิปต์มิได้ปฏิบัติมาตราการ โดยออกไปเที่ยวนอกที่พัก

8.ปัญหาดังกล่าว มองได้ 2 ทาง
-เป็นเรื่องระเบียบวินัยหย่อนยานของทหารอียิปต์
-ปัญหาการสื่อสารระหว่างสถานทูตอียิปต์ประจำประเทศไทย กับเจ้าหน้าที่ลูกเรือของอียิปต์เอง

ซึ่งประเด็นดังกล่าว ศบค.จะต้องดำเนินการแก้ไขในรายละเอียด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์นี้ซ้ำเกิดขึ้นอีก

9.การละเมิดไม่ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคของ ทอ.อิยิปต์ ทำให้ไทยระงับเที่ยวบินของอิยิปต์ที่จะผ่านไทยทั้งหมด ทั้งที่อนุญาตไปแล้ว และกำลังอยู่ในกระบวนการขออนุญาต

10.คนที่ถูกรุมถล่มคนแรกเห็นจะเป็น “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชตต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่อยู่ ๆ ก็โดนหางเลขไปกับเขาด้วย หลังจากโดนถล่มทางโซเซียลเป็นที่เรียบร้อย

11.พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมายืนยันว่า กองทัพบก และพล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆทั้งสิ้นกับการเดินทางมาไทยของทหารสัญชาติอียิปต์ที่ติดเชื้อโควิด -19 พร้อมลูกเรือในฐานะที่เป็นหนึ่งใน 11 กลุ่มชาวต่างชาติที่สามารถเข้าประเทศไทยได้ ตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพ.ร.ก.การบริหารราชการในการสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 6)

12.ฝั่งที่ถูกถล่มอีกก็คือ กองทัพอากาศ งานนี้ “บิ๊กนัต” พล.อ.อ.มานัต วงษ์วาทย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) กล่าวถึงกรณีการเปิดน่านฟ้าให้กองทัพอากาศต่างประเทศเข้ามาแวะพักเครื่องบินในประเทศช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 หลังเกิดกรณีทหารอียิปต์ติดโควิด-19 ว่า การเปิดน่านฟ้า ถือเป็นเรื่องปกติให้กับอากาศยานต่างประเทศที่ต้องการใช้ เพราะเป็นเรื่องกิจการสากลที่ประเทศทั่วโลกต้องเปิดให้สามารถมีการสัญจรไปมาตามปกติ แต่ทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้การควบคุมที่รัดกุม

13.พล.อ.อ.มานัต กล่าวอีกว่า เช่นเดียวกับของไทยหากมีอากาศยานทหารไปปฏิบัติภารกิจต่างประเทศก็ต้องขอให้ประเทศนั้น ๆ ช่วยเปิดน่านฟ้า เพื่อทำการพักเครื่องที่เป็นไปตามกติกาสากลในเรื่องการสัญจรของอากาศยานที่เกี่ยวข้องกับงานด้านความมั่นคง ซึ่งในการเปิดน่านฟ้าของกองทัพอากาศเป็นไปตามกฎกติกาที่กำหนดไว้ เราไม่สามารถที่จะปิดประเทศหรืออยู่โดดเดี่ยวได้

14.ในท้ายที่สุด พล.อ.อ.มานัต ได้ย้ำว่า เพราะฉะนั้นการปฏิสัมพันธ์กับ 180 ประเทศทั่วโลกยังมีความจำเป็น ขึ้นอยู่กับว่าจะยืดหยัดได้นานแค่ไหนบนความแข็งแกร่งของเราเอง หากประชาชนช่วยรัฐและร่วมมือกันก็จะช่วยสกรีน และสร้างความแข็งแกร่งและปิดรูรั่วทั้งหมดได้

ค้นหาภาษาถิ่น
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Search in posts
Search in pages

ความสำคัญของภาษาถิ่น
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี

ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวาง เช่น ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19

“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทางหนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมายังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *