ช็อกโลก! ตร.สหรัฐฯ รัวยิงกลางหลังคนผิวสี รัฐวิสคอนซินต้องสั่งระดมทหารคุ้มกันเมืองสกัดจลาจล(มีคลิป)

ข่าวล่าสุดวันนี้

(25 ส.ค. 2563) เอพี – ผู้ว่าการรัฐวิสคอนซินในสหรัฐฯ ต้องเรียกระดมพลกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ(National Guard) ในวันจันทร์(24ส.ค.) ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการประท้วงรุนแรงรอบใหม่ หลังปรากฏภาพตำรวจยิงชายผิวสีกลางหลังระหว่างการควบคุมตัว เหตุการณ์ที่เสี่ยงเปลี่ยนเมืองเคโนชา ให้กลายเป็นจุดล่อแหลมล่าสุดของสถานการณ์ความไม่สงบทางสีผิว

โทนี เอเวอร์ส ผู้ว่าการรัฐจากเดโมแครต เปิดเผยว่าสมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ 125 นาย จะเข้าประจำการในเมืองเคโนชาในตอนกลางคืน ภายใต้หน้าที่รับผิดชอบคุ้มกันสาธารณูปโภคของเมือง และเพื่อสร้างความมั่นใจว่าเหล่าเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและเจ้าหน้าที่หน่วยอื่นๆจะได้รับการปกป้อง ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ของเมืองยังได้ประกาศเคอร์ฟิวตั้งแต่เวลา 20.00 น.เป็นต้นไป

ความเคลื่อนไหวมีขึ้นหลังพวกผู้ประท้วงจุดไฟเผา ทุบกระจกและปะทะกับเจ้าหน้าที่ในชุดปราบจลาจลเมื่อคืนวันอาทิตย์(23ส.ค.) ที่ผ่านมา หลังเกิดกรณี จาค็อบ เบลค วัย 29 ปี ได้รับบาดเจ็บและเวลานี้กำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลด้วยอาการสาหัส ถูกตำรวจยิงกลางหลัง ตอนที่เขากำลังเอียงตัวขึ้นรถ SUV ของตนเอง และต่อหน้าลูกๆของเขา 3 คนที่นั่งอยู่ภายในรถยนต์ ภาพสุดช็อคที่ผู้เห็นเหตุการณ์บันทึกเอาไว้ได้

ตำรวจในเมืองเคโนซา บอกว่าพวกเขาตอบสนองต่อโทรศัพท์แจ้งเหตุทะเลาะวิวาทภายในครอบครัว แต่ไมได้เผยว่า เบลค มีอาวุธหรือไม่ หรือให้เหตุผลว่าทำไมตำรวจต้องลั่นไกใส่เขา นอกจากนี้แล้วตำรวจก็ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับเหตุทะเลาะวิวาทภายในครอบครัว รวมถึงไม่ยอมเปิดเผยสีผิวของตำรวจทั้ง 3 นายที่อยู่ในจุดเกิดเหตุ

เรย์ฌอง ไวท์ วัย 22 ปี ที่กล่าวอ้างว่าเป็นคนบันทึกวิดีโอ เล่าว่าเขาเห็น เบลค ต่อสู้กับตำรวจ 3 นาย และได้ยินพวกตำรวจตะโกนว่า “ทิ้งมีดลง! ทิ้งมีดลง!” ก่อนเสียงปืนดังขึ้น แต่บอกว่าเขาไม่เห็นอาวุธมีดในมือของเบลคแต่อย่างใด

สอดคล้องกับผู้ว่าการรัฐที่เผยว่าเขาไม่เห็นข้อมูลที่บ่งชี้ว่า เบลค มีมีดหรืออาวุธอื่นๆ แต่ชี้แจงว่าคดีนี้ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนของกระทรวงยุติธรรม โดยในเบื้องต้นตำรวจทั้ง 3 นายถูกสั่งให้ไปปฏิบัติงานที่อื่นเป็นการชั่วคราว ซึ่งเป็นระเบียบปฏิบัติตามมาตรฐานในกรณีที่เกิดเหตุยิงกันโดยตำรวจ

เอเวอร์ส ประณามเหตุการณ์นี้อย่างรวดเร็ว โดยบอกว่าแม้ยังไม่ทราบรายละเอียดทั้งหมด “แต่ที่แน่นอนก็คือ เรารู้ว่าเขาไม่ใช่คำผิวสีคนแรกหรือบุคคลรายแรกที่ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ หรือถูกสังหารอย่างไร้ความปราณีโดยเงื้อมมือของผู้บังคับใช้กฎหมายในรัฐของเราหรือประเทศของเรา”

ภาพของเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นตอนเวลาราวๆ 17.00น.ของวันอาทิตย์(23ส.ค.) ซึ่งถูกโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ พบเห็น เบลค เดินอ้อมบริเวณด้านหน้ารถเอสยูวีของเขา ไปยังบริเวณประตูด้านที่นั่งผู้โดยสาร โดยพวกเจ้าหน้าที่ใช้ปืนจี้เดินตามมาติดๆพร้อมตะคอกใส่ ทันใดนั้นขณะที่ เบลค เปิดประตูและเอียงตัวเข้าไปภายใน ตำรวจนายหนึ่งก็คว้าเสื้อของเขาจากด้านหลัง แล้วรัวเป็นเข้าใส่เป็นชุดๆ

เสียงปืนดังขึ้น 7 นัด แม้ไม่เป็นที่ชัดเจนว่ากระสุนเหล่านั้นโดนเบลคกี่นัด หรือมีเจ้าหน้าที่กี่คนที่ลั่นไก โดยระหว่างเกิดเหตุนั้นได้ยินเสียงผู้หญิงผิวสีรายหนึ่งส่งเสียงกรีดร้องดังลั่น

ไวท์ บอกว่าก่อนได้ยินเสียงปืน เขามองออกไปนอกหน้าต่างและเห็นผู้หญิง 6 หรือ 7 คนตะโกนด่าทอกันบนทางเท้า และไม่กี่ต่อมา เบลค ก็ขับรถเอสยูวีเข้ามาจอด และบอกให้ลูกชายของเขา ซึ่งยืนอยู่บริเวณใกล้เคียงจุดที่คนทะเลาะกัน ให้ขึ้นรถ โดย ไวท์ เล่าว่าในตอนนั้น เบลค ก็ไม่ได้ไปพูดอะไรกับผู้หญิงกลุ่มดังกล่าว

ทั้งนี้ ไวท์ ผละตัวออกห่างจากหน้าต่างไปไม่กี่นาที และพอกลับมาดูเหตุการณ์ ก็เป็นตอนที่ เบลค กำลังปลุกปล้ำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 นายไปแล้ว โดยหนึ่งในตำรวจชกเข้าบริเวณซี่โครงของเบลค ส่วนอีกคนใช้ปืนช็อตไฟฟ้า จากนั้นตำรวจก็ปล่อยให้ เบลค เดินหนี พร้อมกับตะโกนว่า “เขามีมีด”

เบน ครัมป์ ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ตัวแทนของครอบครัวเบลค กล่าวว่า “เบลคเพียงแค่พยายามทำในสิ่งที่ถูกต้อง ในการเข้าแทรกแซงเหตุทะเลาะวิวาทภายในครอบครัว” พร้อมเผยว่าทางครอบครัวของเบลค เรียกร้องให้ผู้ประท้วงชุมนุมกันอย่างสันติ “พวกเขาไม่เชื่อว่าความรุนแรงจะเป็นทางออก”

จากบันทึกของศาลที่เผยแพร่ทางออนไลน์ พบว่าคณะอัยการของเมืองเคโนชา เคยตั้งข้อหา เบลค เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ฐานประทุษร้ายทางเพศ, บุกรุกและมีพฤติกรรมที่ยุ่งเหยิงเกี่ยวข้องกับเหตุทำร้ายร่างกายภายในครอบครัว ก่อนมีการอนุมัติหมายจับในวันต่อมา อย่างไรก็ตามบันทึกดังกล่าวไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม และไม่ปรากฏชื่อทนายความของเบลค

ไม่เป็นที่ชัดเจนว่าคดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเหตุถูกตำรวจจ่อยิงครั้งนี้หรือไม่

ครัมป์ ซึ่งเป็นตัวแทนของครอบครัว จอร์จ ฟลอยด์ และ บรีออนนา เทย์เลอร์ สองชาวผิวสีเป็นเหยื่อการใช้ความรุนแรงของตำรวจ เรียกพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ว่า “ไร้ความรับผิดชอบ, ขาดการไตร่ตรองและไม่มีความเป็นมนุษย์” พร้อมบอกว่า “น่าอัศจรรย์มากที่เขายังมีชีวิตอยู่”

สถานการณ์ความไม่สงบมีขึ้นตามมาหลังจากนั้นในคืนวันอาทิตย์(23ส.ค.) โดยภาพบนสื่อสังคมออนไลน์ พบเห็นบรรดาเพื่อนบ้านออกมารวมตัวบนท้องถนนและตะโกนด่าทอตำรวจ ส่วนคนอื่นๆขว้างปาวัตถุสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่และทุบทำลายรถตำรวจ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตอบโต้ด้วยการยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่เพื่อสลายการชุมนุม

เหตุการณ์นี้สะท้อนการประท้วงอย่างกว้างขวางทั่วสหรัฐฯในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ต่อพฤติกรรมใช้ความรุนแรงป่าเถื่อนของตำรวจและความไม่เท่าเทียมทางผิวสี

ค้นหาภาษาถิ่น
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Search in posts
Search in pages

ความสำคัญของภาษาถิ่น
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี

ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวาง เช่น ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19

“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทางหนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมายังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *