สีกาใครใครผงาด! เปิดตัวเต็ง “รอง ผบ.ตร.” หลังปลด “วิระชัย”‘ พ้นตำแหน่ง

ข่าวล่าสุดวันนี้

(7 กันยายน 2563) รายงานแจ้งว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 31 ส.ค.63 เรื่อง ให้ข้าราชการตำรวจพ้นจากตำแหน่ง ระบุว่า ด้วยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีคำสั่งให้ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา ข้าราชการตำรวจ ตำแหน่ง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สำรองราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 9 ก.ค. 2563 เนื่องจากถูกกล่าวหาว่า กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวน

และขอให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 104 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ประกอบข้อ 8 วรรคสอง ของกฎก.ตร. ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือส่วนราชการใด หรือสำรองราชการในส่วนราชการใด พ.ศ.2548

ซึ่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พ้นจากตำแหน่งแล้ว บัดนี้ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้บุคคลดังกล่าว พ้นจากตำแหน่ง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 29 ก.ค.2563

สำหรับ พล.ต.อ.วิระชัย ถูกสำรองราชการเมื่อวัน 29 ก.ค.2563 พร้อมถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรง เนื่องจากมีพฤติการณ์และการกระทำเข้าลักษณะมีเจตนาเปิดเผยความลับของทางราชการและฝ่าฝืนระเบียบคำสั่งว่าด้วยการให้ข่าวสัมภาษณ์ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของ ตร.อย่างร้ายแรง

หลังจากนั้นวันที่ 13 ส.ค. 2563 พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้มีคำสั่งให้ พล.ต.อ.วิระชัย ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการสำนักงาน ผบ.ตร. ตามมาตรา 10(1) แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 เพื่อปฏิบัติหน้าที่อำนวยการและสนับสนุนการปฏิบัติงานของ ศปก.ตร. ก่อนมีคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.

นอกจากนี้ มีรายงานข่าวจากสำนักตำรวจแห่งชาติว่า พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เตรียมนัดประชุม ก.ตร. ครั้งที่ 8/2563 ในวันที่ 10 ก.ย. 2563 โดยมีวาระการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับรอง ผบ.ตร. 2 ตำแหน่ง ทดแทนพล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รองผบ.ตร. ว่าที่ ผบ.ตร. และทดแทน พล.ต.อ.วิระชัย นอกจากนี้จะพิจารณาแต่งตั้งระดับผู้บังคับการ (ผบก.) วาระประจำปี 2563 (ล็อต 2)

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า การประชุมแต่งตั้งรอง ผบ.ตร. และ ผบก. ดังกล่าว เนื่องจากเมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2563 มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีพระบรมราชการโองการโปรดเกล้าฯให้ พล.ต.อ.วิระชัย พ้นจากตำแหน่งรอง ผบ.ตร. แล้ว มีผลตั้งแต่วันที่ 29 ก.ค. 2563

โดย ก.ตร. จะพิจารณาแต่งตั้ง รอง ผบ.ตร.-ผบก. อีก 5 ตำแหน่ง เพื่อทดแทนตำแหน่งว่างลง หลังจาก พล.ต.อ.วิระชัย พ้นจาก รอง ผบ.ตร. โดยคาดว่า ก.ตร.จะเสนอชื่อ

พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็น รอง ผบ.ตร.

พล.ต.ท.ธนา ชูวงค์ ผบช.ภ.7 เป็น ผช.ผบ.ตร. , พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง จตร.เป็น ผบช.ภ.7 พล.ต.ต.อัครเดช พิมลศรี รอง ผบช.ภ.3 เป็น จตร. เป็นต้น

สำหรับปมขัดแย้งภายในระดับบิ๊กตำรวจ เริ่มจากคดียิงรถ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีต ผบช.สตม. ซึ่งถูกโอนย้ายมาเป็นที่ปรึกษาสำนักนายกรัฐมนตรี โดยช่วงหลังเกิดเหตุ พล.ต.อ.วิระชัย ได้ลงพื้นที่บางรัก ไปดูแลคดีและให้ข่าวกับสื่อมวลชน กระทั่งมีคลิปเสียงหลุดชายคนหนึ่งพูดคุยทางโทรศัพท์ไม่พอใจชายคู่สนทนา ลงไปยุ่งกับคดีทั้งๆ ที่มีคนดูแลอยู่แล้ว จนต่อมามีคำยืนยันจากทีมงานโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คือชายในคลิปเสียง ซึ่งสนทนากับพล.ต.อ.วิระชัย ตามขั้นตอนการปฏิบัติงานตามปกติ

ทั้งนี้ พล.ต.อ.วิระชัย จบนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 37 เป็นนายตำรวจที่เจริญก้าวหน้ารวดเร็วมีผลงานโดดเด่น แทบจะออกสื่อรายวัน เช่น คดีแชร์ลูกโซ่ยูฟัน คดีเครื่องสำอางเครือข่ายเมจิกสกิน ทลายแหล่งผลิตยาลดความอ้วนมรณะ และคดีล่อซื้อกระทงลายการ์ตูนละเมิดลิขสิทธิ์ โดยจะเกษียณอายุราชการในปี 2565

ที่ผ่านมา “พล.ต.อ.วิระชัย” เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตราด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง และผู้บัญชาการศึกษา นอกจากนี้ยังเป็นอาจารย์พิเศษ บรรยายในมหาวิทยาลัยต่างๆ และเป็นอดีต สปท.

https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/896731

ค้นหาภาษาถิ่น
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Search in posts
Search in pages

ความสำคัญของภาษาถิ่น
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี

ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวาง เช่น ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19

“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทางหนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมายังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *