ขายไม่ทัน! ร้านกาแฟ “COFFEE IS” บางแสน ประชาชนแห่อุดหนุน หลัง “ทัวร์มุ๊งมิ๊งลง”

ข่าวล่าสุดวันนี้

(23 ต.ค.63) จากกรณีที่เจ้าของร้านกาแฟ “COFFEE IS” ซึ่งตั้งอยู่ใน ต.แสนสุข ใกล้ชายหาดบางแสน อ.เมือง จ.ชลบุรี ได้แสดงจุดยืนในการปกป้องสถาบันด้วยการเชิญลูกค้าที่นั่งจับกลุ่มพูดจาดูหมิ่นสถาบันให้ออกจากร้าน พร้อมโพสต์ข้อความในโลกออนไลน์ ระบุว่า ความคิดต่างกันย่อมเกิดขึ้นได้ แต่ต้องมีสถาบัน จนทำให้ชาวเน็ตจำนวนมากต่างพากันเป็นห่วงว่าร้านกาแฟแห่งนี้อาจได้รับผลกระทบจากกลุ่มคนที่คิดต่าง

แต่สุดท้ายชาวเน็ตจำนวนมากได้พากันชื่นชมในความกล้าหาญ พร้อมแนะนำวิธีรับมือหากโดนม็อบ 3 นิ้วนำทัวร์มาลง โดยให้แคปภาพหน้าจอไว้และพยายามที่จะไม่ตอบโต้กลับ นอกจากนี้ ชาวเน็ตจำนวนมากระบุว่า หากมีโอกาสจะแวะไปอุดหนุนอย่างแน่นอน บ้างก็เตือนเจ้าของร้านว่าต่อจากนี้อาจจะต้องเหนื่อยเพราะลูกค้าเพิ่มมากขึ้นจนไม่มีเวลาพักผ่อน

กระทั่งผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังร้าน COFFEE IS เพื่อพบกับ น.ส.ธนานิษฐ์ พุฒิศรัญโรจน์ อายุ 41 ปี เจ้าของร้านที่ได้เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า จำเป็นต้องเชิญนักศึกษากลุ่มดังกล่าวให้ออกจากร้าน ทั้งที่ผ่านมา ไม่เคยไล่ลูกค้า แต่เป็นเพราะอยากให้คนที่เข้ามาในร้านให้เกียรติสถานที่ และไม่อยากให้ใช้สถานที่ในร้านเป็นที่ชุมนุมกัน เนื่องจากตนเองเป็นคนรักสถาบันและไม่อยากให้ใครมาพูดจาให้ร้ายนั้น

ช่วงเย็นวันนี้ (22 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังร้าน COFFEE IS อีกครั้งเพื่อสังเกตบรรยากาศภายในร้าน พบว่า น.ส.ธนานิษฐ์ เจ้าของร้านกาแฟกำลังวุ่นอยู่กับทำเมนูกาแฟตามออเดอร์ที่ลูกค้าสั่ง เนื่องจากมีทั้งโทรศัพท์และลูกค้าเข้ามาอุดหนุดเป็นจำนวนมาก

จากการสอบถามลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการบอกว่า ตนเองเป็นชาวชลบุรี ซึ่งหลังทราบข่าวว่ามีร้านกาแฟที่มีความจริงใจต่อสถาบันเช่นนี้ จึงอยากเข้ามาอุดหนุนและมาให้กำลังใจเจ้าของร้าน ซึ่งเมื่อมาถึงร้านก็รู้สึกตกใจมากไม่คิดว่าจะมีลูกค้าแน่นร้าน จนตนเองต้องเข้าช่วยเป็นลูกมือตักน้ำแข็งและช่วยเสิร์ฟกาแฟให้ลูกค้าตามโต๊ะต่างๆ

เช่นเดียวกับลูกค้าอีกรายที่บอกว่าหลังได้ทราบข่าวจากสื่อออนไลน์ ก็รีบขับรถมาจาก กรุงเทพมหานคร เพื่อมาอุดหนุนและมาให้กำลังใจเจ้าของร้าน และในฐานะลูกค้าคนหนึ่งรู้สึกดีใจที่แม่ค้าขายที่ยึดมั่นในจุดยืนของตัวเอง

ขณะที่ น.ส.ธนานิษฐ์ เจ้าของร้านบอกว่าไม่คิดว่าทางร้านจะได้รับกำลังใจจากคนในพื้นที่มากเช่นนี้ และที่ในวันนี้ตนเองยังได้รับโทรศัพท์จากรัฐมนตรีและผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เพื่อให้กำลังใจอีกด้วย

“ตั้งแต่ที่ได้ลงเรื่องราวในเพจของร้านไปก็มีทั้งคนที่เข้ามาให้กำลังใจ และมีทั้งทัวร์มาลง แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะต้องทำมาหากินและทำตามจุดยืนของตัวเอง ซึ่งในวันนี้ไม่คิดว่าจะมีลูกค้าจากหลายจังหวัดเข้ามาอุดหนุนเป็นจำนวนมาก ทั้งลูกค้าที่มาจากจังหวัดสระบุรี ฉะเชิงเทรา กรุงเทพมหานคร และชาวชลบุรีที่มาอุดหนุนและให้กำลังใจ ที่สำคัญยังมีโทรศัพท์เข้ามาสั่งกาแฟเมนูต่างๆ เป็นจำนวนมากจนทำให้มียอดขายทะลุ 10,000 บาท จนไม่รู้จะขอบคุณอย่างไร” น.ส.ธนานิษฐ์ กล่าว

เครดิต https://mgronline.com/local/detail/9630000108344

ค้นหาภาษาถิ่น
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Search in posts
Search in pages

ความสำคัญของภาษาถิ่น
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี

ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวาง เช่น ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19

“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทางหนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมายังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *