ฝ่ายค้านซัดกันเอง! “อนาคตใหม่” โวย “เพื่อไทย” ไม่รักษากติกาใช้เวลาเกินซักฟอก

ข่าวการเมือง

วันนี้ (27ก.พ.63) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ อดีตพรรคอนาคตใหม่ ได้นำ ส.ส.อดีตพรรคอนาคตใหม่ แถลงข่าว หลังการวอล์กเอาต์จากห้องประชุมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยมีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ และน.ส.พรรณิการ์ วานิช อดีตโฆษกพรรคอนาคตใหม่มาร่วมสังเกตการณ์

โดยนายพิธา กล่าวว่า สาเหตุที่เราต้องวอล์กเอาต์ออกมาเพราะเราถูกปิดกั้น เวลาการอภิปรายเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งตลอด 4 วันที่ผ่านมา เราอภิปรายอยู่ในกรอบเวลาทุกนาที แม้ว่าเราจะเป็น ส.ส.สมัยแรก แต่เราก็เข้าใจกฎและกติกาดี เรายื่นอภิปราย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมต. ทั้งหมด 6 คน แต่ยังไม่ได้อภิปรายครบทุกคนเลย เราทำงานหนักมาตลอดหลายเดือน พยายามหาข้อมูลเชิงลึก แต่ทำไมต้องมาปิดกั้นเราด้วย จะไม่ให้เรานำเสนอข้อมูลและตรวจสอบรัฐบาลเลยใช่หรือไม่

ด้านนายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ส.ส.กทม. อดีตพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เราเข้าใจดีว่ามีข้อตกลงระหว่างวิปทั้ง 2 ฝ่าย เราเข้าใจกติกามาโดยตลอด แต่ข้อเท็จจริงมีการบีบเวลาของพวกเราโดยพรรคฝ่ายค้านด้วยกันเอง ตนไม่อยากที่จะคิดเช่นนั้น แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าพรรคเพื่อไทย ด้วยความเคารพในฐานที่เป็นผู้รักประชาธิปไตย แต่คุณไม่รักษากติกาและรักษาวินัยในการใช้เวลา ทำให้พวกเราไม่มีโอกาสอภิปราย โดยปกติการอภิปรายไม่ไว้วางใจคนแรกก็คือนายกรัฐมนตรี ลำดับถัดมาก็ควรเป็นพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แต่กลับนำเอารัฐมนตรีคนอื่นขึ้นมาก่อน และปิดท้ายด้วยพล.อ.ประวิตร

“ผมก็ไม่อยากจะคิดว่ามันมีเงื่อนงำในการเจรจาระหว่างฝ่ายรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านบางพรรคหรือไม่ ซึ่งขอให้พี่น้องติดตามเสาะหาข้อเท็จจริงกันเอง เพราะตามประเพณีทางการเมือง พล.อ.ประวิตร เป็นรองนายกฯ คุณต้องอยู่ลำดับ 2 ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส่วนนายวิษณุ ต้องอยู่ลำดับ 3 แต่ขอเท็จจริงมีการวิ่งเต้นและเอาชื่อพล.อ.ประวิตรมาไว้ท้ายสุด นี่คือเรื่องจริงในสภา เราวางคิวอภิปราย ร.อ.ธรรมนัสในช่วงหัวค่ำ แต่ก็ถูกกินเวลาจนต้องไปอภิปรายในช่วงดึก แล้ววันนี้ผมถามว่าการใช้เวลาตลอด 4 วันที่ผ่านมา มีนายกฯ คนเดียวที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่รัฐมนตรีคนอื่นกลับไม่ถูกอภิปราย แต่เป็นการอภิปรายประกบทำไมคุณไม่อภิปรายตรงๆ” นายจิรวัฒน์

นายจริวัฒน์ กล่าวว่า 6 ปีที่ผ่านมา พวกท่านปิดปากประชาชน แต่วันนี้พวกท่านกลับมาปิดปากผู้แทนของประชาชนที่เข้ามาทำหน้าที่ในสภา ใช้สิทธิ์ประท้วงบ้างใช้สิทธ์ในการหารือบ้าง แต่ไม่มีการเปิดโอกาสให้พวกเรา ประธานสภาเปิดโอกาสให้รัฐบาลพูด และเปิดโอกาสให้แกนนำพรรคฝ่ายค้านเบอร์หนึ่งพูด แต่พวกตนไม่มีปากมีเสียงในสภาหรืออย่างไร ตนขอถือว่ากรณีนี้พวกเราเจรจาให้รัฐบาลให้โอกาสพวกเราแล้ว สภาไม่ได้ถูกตรวจสอบความทุจริตที่ซุกอยู่ใต้สภามากี่ปี พวกเราจะทำหน้าที่ตรวจสอบทำไมไม่ได้ตรวจสอบ ถือว่ารัฐบาลไม่มีน้ำใจ

นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ รองโฆษกอดีตพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า เรื่องนี้เหมือนมวยล้ม พรรคเพื่อไทยใช้เวลาในการอภิปรายเกินเวลาที่ได้รับการจัดสรร ซึ่งจากสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ ในการอภิปรายรัฐมนตรีไม่เคยเกินเวลาเลย พรรคอนาคตใหม่ได้เวลาอภิปราย รวม 11 ชั่วโมง ยังเหลือสมาชิกที่ยังไม่ได้อภิปรายอีกหลายคน ส่วนสมาชิกที่ได้อภิปรายไปก็ไม่มีใครใช้เวลาเกินตามที่ขอไว้ จึงยังเหลือเวลาอีกมาก และตั้งข้อสังเกตว่าทำไมพรรคเพื่อไทยไม่ยอมอภิปรายรัฐมนตรีบางคน เรื่องนี้ก็ขอให้ประชาชนไปตัดสินใจเอง

ภาษาถิ่น เป็นภาษาย่อยที่ใช้พูดจากันในท้องถิ่นต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากการใช้ภาษาเพื่อการสื่อความหมาย ความเข้าใจกันระหว่างผู้คนที่อาศัยอยู่ตามท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่งอาจจะแตกต่างไปจากมาตรฐาน หรือภาษาที่คนส่วนใหญ่ของแต่ละประเทศใช้กัน และอาจจะแตกต่างจากภาษาในท้องถิ่นอื่นทั้งทางด้านเสียง คำและ การใช้คำ

ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่มีลักษณะเฉพาะ ทั้งถ้อยคำ และสำเนียง ภาษาถิ่นจะแสดงถึงเอกลักษณ์ ลักษณะความเป็นอยู่ และวิถีชีวิตของผู้คน ในท้องถิ่นของแต่ละภาค ของประเทศไทย บางทีเรียกว่า ภาษาท้องถิ่น และหากพื้นที่ของผู้ใช้ภาษานั้นกว้างก็จะมีภาษาถิ่นหลากหลาย และมีภาษาถิ่นย่อย ๆ ลงไปอีก

ภาษาถิ่น แบ่งได้เป็น 4 ถิ่นใหญ่ ๆ คือ ภาษาถิ่นกลาง ภาษาถิ่นเหนือ ภาษาถิ่นอีสานและภาษาถิ่นใต้

ภาษาถิ่นกลาง
ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในบางจังหวัดของภาคกลาง เช่น เพชรบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี นครปฐม อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในจังหวัดเหล่านี้ มีสำเนียงพูดที่แตกต่างกันออกไป จะมีลักษณะเพี้ยนเสียงไปจากภาษากลางที่เป็นภาษามาตรฐาน

ภาษาถิ่นเหนือ
หรือภาษาถิ่นพายัพ (คำเมือง) ได้แก่ ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในบางจังหวัดของภาคเหนือตอนบน หรือภาษาในอาณาจักรล้านนาเดิม มักจะพูดกันมากในจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย พะเยา ลำปาง น่าน ลำพูน ตาก แพร่ เป็นต้น

ภาษาถิ่นอีสาน
ภาษาถิ่นอีสานของประเทศไทยมีลักษณะใกล้เคียงกับภาษาที่พูดที่ใช้กันในประเทศลาว แต่ภาษาอีสานก็ยังถือว่าเป็นภาษาถิ่นของภาษาไทย ภาษาถิ่นอีสานมีภาษาถิ่นย่อยหลายภาษา ได้แก่ ภาษาที่ชนกลุ่มใหญ่ในภาคอีสานใช้พูดจากัน ซึ่งใช้สื่อสารอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคอีสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น สกลนคร หนองคาย นครพนม ขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด เลย ชัยภูมิ มหาสารคาม กาฬสินธุ์ เป็นต้น

ภาษาถิ่นใต้
ได้แก่ ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคใต้ของประเทศไทย ลงไปถึงชายแดนประเทศมาเลเซีย รวม 14 จังหวัด เช่น ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต พัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช เป็นต้น และบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภาษาถิ่นใต้ ยังมีภาษาถิ่นย่อยลงไปอีก เป็นภาษาถิ่นใต้ ภาคตะวันออก เช่น ภาษาถิ่นที่ใช้ใน จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ตรัง สตูล ภาษาถิ่นใต้ตะวันตก เช่น ภาษาถิ่นที่ใช้ในจังหวัดกระบี่ พังงา ระนอง สุราษฎร์ธานีและชุมพร และภาษาถิ่นใต้สำเนียงเจ๊ะเห เช่น ภาษาถิ่นที่ใช้ในจังหวัดนราธิวาส และ ปัตตานี ในแต่ละภาคก็จะมีภาษาถิ่นใต้ เป็นภาษาถิ่นย่อยลงไปอีก เช่น ภาษาถิ่นระนอง ภาษาถิ่นภูเก็ต ภาษาถิ่นพัทลุง ภาษาถิ่นสงขลา เป็นต้น ภาษาถิ่นย่อยเหล่านี้อาจจะมีเสียง และคำที่เรียกสิ่งเดียวกันแตกต่างกันออกไป

ภาษาถิ่นตะวันออก
วิเศษ ชาญประโคน (2550, หน้า 40-41) ได้กล่าวถึง ภาษาถิ่นตะวันออกว่าเป็นภาษาย่อย ที่ใช้พูดจากัน ในท้องถิ่นตะวันออกมี ระยอง จันทบุรี ตราด เป็นต้น