“สามัคคีไทย” แนะรัฐบาล เปิดพื้นที่รับฟังเสียงจากนักเรียน-นักศึกษาให้มากที่สุด

ข่าวการเมือง แฟลชม็อบ (Flash Mob)

วันนี้ (29 ก.พ. 63) นายรยุศด์ บุญทัน ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคสามัคคีไทย กล่าวถึงกรณีที่นักเรียน นิสิต นักศึกษาหลายสถาบันออกมาเคลื่อนไหวแสดงความไม่พอใจต่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ว่า ตนมองว่า พล.อ.ประยุทธ์ ควรจะรับฟังและเปิดพื้นที่ทางความคิดและความรู้สึกของท่านให้มากที่สุดโดยไม่มีอคติใดๆ และขอเรียนท่านว่าจากประสบการณ์ของตนที่เคยเป็นนักวิชาการ และอาจารย์มหาวิทยาลัยก่อนมาทำงานการเมืองนั้น เคยมีโอกาสทั้งสอน และพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนกับกลุ่มเยาวชนเหล่านี้ ซึ่งตนสัมผัสได้ว่าทุกคนต่างมีความคิด ความหวังดี และห่วงใยบ้านเมืองทั้งนั้น ซึ่งไม่น้อยกว่าผู้ใหญ่ หรือแม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์และรัฐบาลด้วยซ้ำไป

ตนเชื่อว่าโดยส่วนใหญ่นั้นเจตนาที่พวกเขาแสดงออกและสื่อออกมามันคือความบริสุทธิ์ เเละหวังดีต่อบ้านเมือง ดังนั้นหัวหน้ารัฐบาลควรตระหนักและรับฟังเสียงเหล่านี้ด้วยความใจกว้างในฐานะผู้นำประเทศ และตนก็เชื่อว่าทุกฝ่ายจะเคารพกติกา คงไม่มีใครอยากเพิ่มปัญหาให้ประเทศ เพราะวันนี้หลายปัจจัยก็กำลังรุมเร้ามากพออยู่เเล้ว ด้งนั้นรัฐบาลควรเร่งเเก้ปัญหา อย่าสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมา หากว่าหัวหน้ารัฐบาลยังเเก้ไขปัญหาไม่ได้ก็ควรพิจารณาตัวเอง

“แม้ผลคะแนนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ครม.จะผ่าน เเต่ใช่ว่าจะอ้างถึงความชอบธรรมได้เสมอไป รัฐบาลเองก็ควรรับฟังกระแสสังคมที่สื่อออกมาในหลายๆ ด้าน เพราะที่ผ่านมาพฤติกรรมของรัฐบาล และ ส.ส. รัฐบาลในหลายเรื่องนั้น คล้ายว่าจะฝืนความรู้สึกของสังคม หากแก้ไขได้ควรเร่งมือ หากยังไม่ขยับตนเชื่อว่าสังคมจะค่อยเรียกร้อง และหากยังนิ่งเฉยต่อไปอีก ไม่รู้ว่าสังคมจะขยับแรงเพิ่มมากขึ้นหรือไม่ ตรงนี้หัวหน้ารัฐบาลพึงตระหนักโดยเร็ว”

นายรยุศด์ ยังกล่าวต่อถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าหลังจากพรรคอนาคตใหม่โดนยุบพรรค ส.ส.จากอดีตพรรคนี้ต้องหาพรรคใหม่สังกัดภายในหกสิบวันและมีคลิปเสียงชักชวนจาก ส.ส.บางพรรคให้อดีต ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ที่ยังไมีสังกัดไปร่วมพรรคด้วยโดยมีข้อความทำนองว่ามีผลประโยชน์ให้ด้วยนั้น ว่า

ถ้าหากกระแสข่าวนี้เป็นความจริง การซื้อขาย ส.ส.เป็นความผิดทางอาญาตามกฎหมายพรรคการเมือง มาตรา 30 ที่ห้ามพรรคการเมือง หรือ “ผู้ใด” เสนอให้ หรือสัญญาจะให้เงิน เพื่อจูงใจให้บุคคลเป็นสมาชิกพรรค ส่วนมาตรา 31ระบุว่าห้ามผู้ใดเรียก รับ หรือยอมจะรับเงินจากพรรคการเมือง เพื่อให้เป็นสมาชิก ทั้งสองมาตรามีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี รวมทั้งยุบพรรค และเพิกถอนสิทธิ เลือกตั้ง ผิดทั้ง “ผู้ซื้อ” และ “ผู้รับ”

ซึ่งตนมองว่านายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ควรเร่งสอบสวนเรื่องนี้ เพื่อเป็นการสร้างมาตรฐานและยกระดับคุณธรรมจริยธรรมทางการเมืองของนักการเมืองให้สูงขึ้น เพราะวันนี้ต้องยอมรับว่าสังคมส่วนใหญ่ยังให้คะแนนนักการเมืองต่ำ เพราะมีสาเหตุจากหลากกรณีที่เกิดขึ้นมา

“ตั้งแต่ ส.ส.เสียบบัตรแทนกันหลายคน พฤติกรรมของ ส.ส.บางคนที่ทะเลาะกันในที่ประชุม กมธ. การฝ่าฝืนกฎหมายเช่นรุกป่า เป็นต้น ชาวบ้านจะไม่ระอาได้เช่นใด ดังนั้น สิ่งเเรกที่นักการเมืองพึงกระทำคือ ซื่อสัตย์ มีอุดมการณ์ ไม่รับผลประโยชน์ในทางมิชอบ เคารพกติกาและฟังเสียงสังคม หากวันนี้ยังมี ส.ส.บางคนที่ทำตัวตรงข้ามกับสิ่งที่สังคมคาดหวัง ประชาธิปไตยที่เรียกร้องกันมาหลายปีก็คงไม่ก้าวหน้า จึงขอให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องสอบสวนการกระทำของ ส.ส.หลายกรณีที่เกิดขึ้นให้ยุติโดยเร็ว ไม่เช่นนั้นการเมืองไทยก็จะวนอยู่ลูปเดิมๆ วงจรอุบาทว์ก็อาจจะกลับมาอีกครั้ง และเช่นนี้การเมืองจะเป็นความหวังและที่พึ่งของประชาชนต่อไปได้อย่างไร” นายรยุศด์ กล่าว

ความสำคัญของภาษาถิ่น
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี

ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวาง เช่น ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19

“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทางหนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมายังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น