“บิ๊กตู่”ขออย่านำปัญหา”ไวรัสโคโรนา”ตีกินการเมือง ยันพร้อมรับคนไทยกลับบ้านรอทางการจีนไฟเขียว

ข่าวการเมือง

วันนี้ (28 ม.ค.63) ที่ทำเนียบรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)โดยก่อนการประชุมในเวลาประมาณ 08.15 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ได้ขึ้นไปพบกับนายกรัฐมนตรีบนห้องทำงานที่ตึกไทยคู่ฟ้า โดยเป็นรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับปัญหาเชื้อโรคไวรัสโคโรน่าและฝุ่นละออง pm 2.5 โดยใช้เวลาหารือประมาณ 20 นาที จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้สั่งการและเพิ่มเจ้าหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์ในการเคลื่อนย้ายคน อีกทั้งขณะนี้ได้ให้ทางตรวจคนเข้าเมืองประสานกับกระทรวงสาธารณสุขตั้งวอร์รูมชั่วคราว โดยให้ทุกหน่วยงานทำงานประสานกันอย่างบูรณาการ

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้เราต้องให้ความเชื่อมั่นกับทางการจีนด้วย ที่กำลังสั่งห้ามคนออกนอกประเทศ แต่ประเทศไทยก็ต้องเตรียมพร้อม ส่วนจะปิดประเทศหรือไม่นั้น ถามว่าสมควรหรือไม่ ตอนนี้ยังไม่ใช่ก็ต้องให้ความเชื่อมั่นกับทางการจีนด้วย ที่มีการควบคุมเต็มที่อยู่แล้วในการที่จะดูแลหากมีคนจีนเข้ามาเราก็ต้องดู หากช่วงแรกอาการไม่ปรากฏแต่อยู่ไปแล้วมีอาการก็ต้องไปหาหมอ ไม่เช่นนั้นจะไปติดคนอื่น โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆตนได้สั่งการให้กระทรวงกลาโหมโดยชุดหมอมาช่วย จะเอาแค่ทหารมาช่วยอย่างน้อยให้ไปอยู่ในจุดคัดกรองต่างๆ

ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขที่ทำงานหนักในตอนนี้ เราต้องทำทุกมิติ หากทำมิติใดมิติหนึ่งมันแก้ไม่ได้หรอก จะต้องทำร่วมกัน ข้อสำคัญคือเราต้องให้ความเชื่อมั่นต้นทางแหล่งกำเนิด เราต้องแก้เรื่องการแพร่กระจาย ซึ่งตอนนี้เราคอนโทรลได้ ในขณะนี้นายกฯพูดร้อยเปอร์เซ็นต์ในขณะนั้น ต่อมาถ้าเพิ่มก็ต้องทำต่อ อะไรที่แก้ไขได้ก็ต้องแก้ไขเป็นมาตรการประกอบกันที่จะช่วยให้ทุกคนปลอดภัย สุขภาพสำคัญที่สุด แต่อย่างอื่นเป็นส่วนประกอบเราต้องยอมรับกันว่าอะไรได้อะไรเสีย ถ้าเราควบคุมได้ก็ไม่มีปัญหา

“อย่าเอาไปเป็นปัญหาทางการเมืองเลยมันอันตราย รัฐบาลทำเต็มที่อยู่แล้ว ส่วนกรณีที่นักศึกษาไทยอยากเดินทางกลับประเทศไทยนั้น กระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงแล้ว ทราบว่ามีการรวบรวมชื่อที่อยู่ไว้แล้ว 60 กว่าคน เราก็เตรียมความพร้อมในการรับกลับอยู่แล้ว แต่เขายังไม่ได้บินเข้าก็ต้องเห็นใจเขา ทางจีนเขาต้องคอนโทรลคนที่อยู่ในพื้นที่ไม่ให้มาแพร่ในที่อื่น ขณะเดียวกันเราต้องดูต้นทางของเราทำอย่างไรจะไม่ให้แพร่ ซึ่งต้องประสานกัน ถ้าเขาอยากกลับก็ขึ้นบัญชีให้อยู่แล้ว ถ้ากลับได้เมื่อไหร่ก็รับกลับ”นายกฯ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีทหารเรือไทยเดินทางจากเมืองอู่ฮั่นกลับมาถึงไทยแล้วกลุ่มหนึ่ง นายกฯ กล่าวว่า กลับมาแล้วก็กลับมาแล้ว ตนยังไม่ได้รับรายงาน แล้วเขากลับมาทำไม แต่เมื่อเข้ามาก็ต้องคัดกรองอยู่แล้ว ซึ่งทหารพวกนี้เขาไปฝึกต่อเรือ ถ้าทางโน้นเขาอนุญาตให้ออกมาก็มาได้ และต้องมาคัดกรอง ถ้ามาจากจีนตรวจหมด อันดับหนึ่งตรวจคนที่มาจากเมืองอู่ฮั่น และตอนนี้ต้องตรวจคนที่มาจากเมืองกวางโจวด้วย ที่เขาประกาศตัวแดงตัวเหลืองเราต้องตรวจเพิ่ม ไม่ใช่อู่ฮั่นอย่างเดียว ดังนั้นจึงต้องเอาชุดแพทย์ไปเพิ่ม คิดว่าทุกคนยอมรับได้ในการถูกคัดกรอง แต่การจะปิดหรือเปิดประเทศก็ต้องไปดูอีกเรื่องอีกระยะเวลา

ทั้งนี้อยู่ระหว่างการแก้การแพร่ระบาด แพร่กระจาย เพราะต้องคัดกรอง 8-14 วันกักตัวไว้ เราใช้มาตรฐาน ถ้าไม่เช็คเดี๋ยวจะไปแพร่คนอื่น ไม่ว่าจะเป็นแท็กซี่ ไปเที่ยวสถานที่ต่างๆบ้าง ฉะนั้นคนที่รู้ว่าเป็นหวัดก็ต้องรีบหาหมอ ทุกคนต้องรู้ตัวเอง ตรวจสอบตัวเองให้ปลอดภัยในการที่จะไปเที่ยวหรือสถานที่ใดก็ตามต้องขอความร่วมมือสื่อด้วยในการอธิบาย และตอนนี้เป็นห่วงเรื่องรถโดยสาร เพราะคนเหล่านี้อาจปะปนมา เพราะเข้ามาก่อนหน้านี้

เมื่อถามว่าในโซเชียลมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าทหารกลับได้แต่นักศึกษากลับไม่ได้ นายกฯ กล่าวว่า “คนละเรื่องกัน เดี๋ยวไปหาคำตอบสิว่าทำไมทหารกลับได้ แข็งแรงหรือเปล่าก็ไม่รู้ คงไม่ใช่หรอก เขาอาจมีการตรวจคัดกรองแล้วว่าไม่มีเชื้อจึงให้กลับมาก่อน และเขากลับมาด้วยเครื่องบินอะไร ก็เป็นเครื่องบินพาณิชย์ แต่เครื่องบินทหารถ้าจะไปรับก็เป็นเรื่องเป็นราวต้องขออนุญาตจีน ถ้าเขาอนุญาตให้ออกก็ออกได้ต้องดูว่าข้อเท็จจริงคืออะไร แต่ถ้าเข้ามาก็ต้องเข้าจุดคัดกรองอยู่แล้ว”

ความสำคัญของภาษาถิ่น
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี

ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวาง เช่น ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19

“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทางหนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมายังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น