“ปิยบุตร” ยอมรับคุยทหาร แต่ไม่ได้ไปทำดีลเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง

ข่าวการเมือง

วันนี้ (1 มีนาคม พ.ศ. 2563) “ปิยบุตร” เผยเตรียมเปิดตัวคณะอนาคตใหม่ 15 มี.ค. ยันไม่มีเป้าหมายล้มรัฐบาล เพราะจะล้มด้วย “บิ๊กตู่” เอง ยอมรับกังวลคดีที่จะตามมาเป็นลูกระนาด ถามจะเอาไปเข้าคุกด้วยเรื่องอะไร “ป๊อก-เอก” ทำร้ายประเทศนี้ขนาดนั้นเชียวหรือถึงต้องมากำจัด ยอมคุยกับหลายฝ่ายรวมทั้ง “บิ๊กแดง” แฉหลังเลือกตั้งวันแรกผู้มีอำนาจส่งคนมาบอกให้ไปพักร้อน ไปอยู่กับภรรยาที่ต่างประเทศสัก 5 ปี

เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ นายปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ เปิดเผยว่า การเปิดตัวคณะอนาคตใหม่เพื่อทำการรณรงค์เรื่องต่างๆ ทั่วประเทศ คาดว่าจะเปิดตัวได้ในช่วงวันที่ 15 มีนาคมนี้ ที่เป็นวันครบรอบ 2 ปีของการยื่นจดแจ้งขอใช้ชื่อพรรคอนาคตใหม่ต่อ กกต.เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา โดยคณะอนาคตใหม่จะทำการรณรงค์ในเชิงประเด็นต่อเนื่องหลายเรื่อง ซึ่งรัฐบาลไม่ต้องกังวลใจว่าคณะอนาคตใหม่จะเดินขบวนเพื่อล้มรัฐบาลพลเอกประยุทธ์

“คณะอนาคตใหม่ไม่ใช่กลุ่มคนที่จ้องจะล้มรัฐบาล เพราะรัฐบาลจะล้มหรือไม่ล้มอยู่ที่ตัวรัฐบาลพลเอกประยุทธ์เอง เพราะถ้าบริหารประเทศได้ดี ต่อให้คนชุมนุมกันแทบตายก็ล้มไม่ได้ แต่ถ้าบริหารประเทศไม่ดี จนคนรู้สึกว่ารัฐบาลแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ และมีแต่เรื่องสีเทาๆ เรื่องแปลกอะไรต่างๆ เต็มไปหมด สร้างความเชื่อมั่นให้กับคนในประเทศไม่ได้ ยังไงมันก็ล้ม ซึ่งเรื่องที่จะรณรงค์ที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะรณรงค์ไปทั่วประเทศ”

ถามถึงว่า กังวลเรื่องคดีอาญาที่จะตามมาต่อจากนี้หรือไม่ในคดีการกู้เงินในคดียุบพรรค อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ยอมรับว่า กังวล เพราะก็เห็นพอศาล รธน.ตัดสินเสร็จก็มาเป็นลูกระนาด แต่คิดว่าหากหนังเรื่องนี้มีผู้กำกับจริงๆ ผู้กำกับก็อย่าจุดไฟให้มันลุกลามกว่าเดิม ไม่มีประโยชน์ที่จะจัดการกับตนกับธนาธร

ซักว่าหากจะมีการต่อรองไม่เอาผิดคดีอาญาต่อจากนี้ แต่มีเงื่อนไขขอให้ยุติบทบาท เลิกไป ไม่ต้องทำหรือรณรงค์อะไรในนามคณะอนาคตใหม่ แล้วคดีอาญาจะไม่โดน นายปิยบุตรตอบว่า หลังเลือกตั้งเสร็จ วันแรกผู้มีอำนาจก็ส่งคนมาบอกให้ธนาธรกับตนหยุด เขาบอกให้ตน vacancy ไปพักร้อน พักผ่อน ไปอยู่กับภรรยาที่ต่างประเทศสัก 5 ปี

“เขาบอกให้ธนาธรหยุดแล้วออกไปจากพรรคอนาคตใหม่ แล้วให้พรรคไปต่อกันเอง ให้ ส.ส.ว่ากันไปเอง แล้วออกไปทำธุรกิจสักระยะ แล้วพอบ้านเมืองมันเปลี่ยนค่อยๆ กลับมา อันนี้เขาพูดตั้งแต่วันแรกๆ ที่พรรคชนะได้ ส.ส.มา 81 คน ได้ 6.3 ล้านเสียง ก็มีการส่งสัญญาณมา ก็มีแบบนี้มาตลอด ก็จะบอกว่าสุดท้ายถ้าให้คิดย้อนหลังกลับไป ที่คุณยุบพรรคอนาคตใหม่ ตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค ท้ายที่สุดเพราะกลัวธนาธรกับผม ผมก็มีสิทธิ์จะคิดย้อนกลับไปใช่ไหม ที่เขาเคยส่งสัญญาณมา”

เมื่อถามว่าคนที่มาบอกดังกล่าวเป็นคนจากไหน คนจากกองทัพ นายปิยบุตรกล่าวว่า คนที่อยู่ในรัฐบาลชุดนี้เขาก็รู้ว่าคนรุ่นใหม่ นักการเมืองแบบใหม่ มันมีความจำเป็นในอนาคต แต่เขาขอก่อน เขาพูดด้วยความปรารถนาดีเลยนะ ในอีกมุมหนึ่งเขาก็อาจจะเสียดาย เหมือนเพื่อน ส.ส.หลายคนในสภาที่เป็นระดับอาวุโส ก็มาคุยกับตน เท่าที่จับความรู้สึกได้ หลายคนเขาก็เสียดายว่าถ้าหากให้ตนยังอยู่ในสภา ให้ได้อภิปรายในสภา อย่างน้อยก็ทำให้มีความคิดอะไรที่ก้าวหน้า บางคนก็บอกด้วยความปรารถนาดี ขอให้อดทนรอ อย่าเสี่ยงอะไรเลย เขาเสียดายถ้าธนาธรกับตนต้องถูกกำจัด ก็เสียบุคลากรไปอีก อันนี้คือความเห็นของ ส.ส.หลายคนที่ตนได้คุยด้วยในสภา
จะไม่หนีไปต่างประเทศ

จะไม่หนีไปอยู่ต่างประเทศ จะอยู่สู้ต่อไป
ต่อข้อถามที่ว่า ไม่ว่าเกิดอะไร จะไม่หนีไปอยู่ต่างประเทศ จะอยู่สู้ต่อไป เพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลง อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ตอบว่า ยืนยัน ตนยังมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมประเทศไทย ถามกันตรงไปตรงมา ตนกับธนาธรทำความชั่วร้ายให้กับประเทศนี้หรือ ธนาธรกับตนใช้อำนาจไปทำทุจริตหรือความผิดของตนกับธนาธรมีอะไร

“ผมยังนึกไม่ออก ความผิดของผมกับธนาธรคืออะไร คือการก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ใช่ไหม คือความผิดหรือ กระบวนการยุติธรรมจะนำผมกับธนาธรไปเข้าคุกด้วยเรื่องอะไร ผมก็นั่งคิดเหมือนกันว่าผมทำร้ายประเทศนี้ขนาดนั้นเชียวหรือ ถึงต้องมากำจัด ผมว่าผมไม่ได้ทำร้ายประเทศนี้อะไรเลย ผมมีแต่ความปรารถนาดี และอยากจะเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้นด้วยวิธีสันติและทำในระบบ”

ขอคำยืนยันจะไม่ไปอยู่ต่างประเทศแน่นอน
ถามย้ำว่า ยืนยันจะไม่ไปอยู่ต่างประเทศแน่นอน จะยืนยันสู้ในแนวทางที่บอก นายปิยบุตรกล่าวว่า ตนหวังว่าการเมืองไทยจะไม่ไปสู่จุดนั้น มันมีบทเรียนมาเยอะแล้ว กับการขับไล่ไสส่ง ตนเชื่อและพูดกี่ครั้งก็พูดแบบเดิม ตนอยากให้ประเทศไทย คนที่ครองอำนาจ มองเรื่องนี้ให้ออกว่าอะไรเป็นอะไร แล้วค่อยๆ เปลี่ยนด้วยกัน อย่าใช้วิธีการกด-ทับ-ปราบ ไม่มีประโยชน์ เพราะทำมาแล้วหลายครั้งในอดีต ก็ไม่สำเร็จ ต้องยอมรับความจริงว่ามีคนใหม่ มีความคิดใหม่ๆ เกิดขึ้น แล้วต้องอยู่กับมันให้ได้ คุณถืออำนาจไว้ยาว คุณมีอาหารสิบจาน มีเค้กสิบชิ้นบนโต๊ะ คุณไม่แบ่งให้คนอื่นห้าชิ้น ห้าจานหรือ บางทีแบ่งแค่สองชิ้นสองจาน ก็อยู่ร่วมกันได้แล้ว แต่ถ้าคิดอย่างเดียวว่าจะรวบหมด มันจะพาไปสู่ทางตัน

อย่างไรก็ตามเมื่อถามถึงกรณีนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ออกมาเปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า แกนนำอนาคตใหม่เคยไปคุยกับพล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ก่อนหน้านี้ เรื่องนี้นายปิยบุตร แจงว่า ตั้งแต่เราตั้งพรรค เราพูดคุยกับคนเยอะมาก ที่ก็เป็นเรื่องปกติ แต่การพูดคุย ตนไม่เคยเสียหลักการ บทพิสูจน์ก็เห็นแล้ว ตนก็คุยกับคนเยอะมาก

ถามย้ำอีกครั้งว่า แต่ที่คุยด้วยไม่มีพลเอกอภิรัชต์ใช่หรือไม่ นายปิยบุตรกล่าวตอบว่า ก็คุยหลายคนเยอะมาก ก็ธรรมดา การเป็นนักการเมือง ตนว่าการพูดคุยกันกับคนที่คิดไม่เหมือนเรา กับคนที่คิดว่าอยู่คนละขั้วกับเรา เป็นเรื่องปกติ แต่ว่าเมื่อพูดคุยแล้ว จะไปทำดีล ตกลงเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองหรือไม่ ยืนยันได้ว่าตนกับธนาธรไม่เคยทำ

ค้นหาภาษาถิ่น
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Search in posts
Search in pages

ความสำคัญของภาษาถิ่น
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี

ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวาง เช่น ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19

“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทางหนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมายังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น