“หมอวรงค์” ระบุ ไวรัสชังชาติที่ดีที่สุดคือการให้ความรู้-เท็จจริงปชช. ขอนักการเมืองมีสำนึก-สู้กันในสภาฯ

ข่าวการเมือง

วันนี้ (1 ก.พ.63) เวลา 10.00 น. พรรครวมพลังประชาขาติไทย (รปช.) จัดกิจกรรม “NEXT รปช.ดื่มกาแฟคุยสบายๆกับรปช.” หัวข้อรู้ทันพวกชังชาติ คุยกับ ส.ส. และรับฟังปัญหาจากทีมรัฐมนตรีของพรรค นำโดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารพรรครปช. โดยนพ.วรงค์ เปิดเผยว่า กิจกรรมวันนี้เป็นกิจกรรมต่อเนื่องที่ทาง รปช.ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว โดยจะมีการพูดคุยถึงเรื่องการเมือง โดยเฉพาะเรื่องไวรัสชังชาติ ที่เป็นหัวใจสำคัญ เพราะเรามองว่าไวรัสชังชาติอันตรายที่สุด อันตรายกว่าทุกเรื่อง แม้แต่ไวรัสโคโรนา เพราะไวรัสโคโรนาแค่คนตาย แต่ไวรัสชีงชาติคือทำให้ชาติพัง เกิดกลียุค เราก็เลยต้องติดตามเรื่องนี้ และให้ความรู้ประชาชน  โดยหลังจากนี้จะมีการจัดกิจกรรมลักษณะนี้โดยย้ายที่ไปเรื่อยๆ แต่ละจังหวัด

ส่วนการวิพากษ์วิจารณ์ว่าการทำกิจกรรมนี้เป็นการทำให้เกิดความแตกแยกนั้น จริงๆ การสร้างความแตกแยกมีมาก่อนแล้ว อยู่ๆ มีนักการเมืองบางกลุ่มออกมาประกาศสร้างความเกลียดชังให้คนในชาติ พูดถึงการเข่นฆ่าประชาชนในอดีต พูดถึงภารกิจ 2475 ยังไม่จบเป้าหมายคืออะไร การไม่ส่งเสริมศาสนา การสร้างกระแสให้คนดูถูกประเทศ รวมทั้งการชักศึกเข้าบ้าน ซึ่งตนมองว่าสิ่งเหล่านี้ต่างหากที่เป็นปัญหาของประเทศ เป็นอันตรายต่อประเทศ เราถึงต้องออกมา แต่ไม่ใช่การออกมาทะเลาะหรือปลุกระดมประชาชนให้เกิดความเกลียดชังกัน แต่เราคิดว่าวิธีการแก้ปัญหาไวรัสชังชาติที่ดีที่สุดคือการให้ความรู้และให้ข้อเท็จจริงกับประชาชน ทั้งนี้เชื่อว่าหากนักการเมืองกลุ่มนั้นมีสำนึกและไม่มีการทำสิ่งที่ประชาชนไม่สบายใจ แต่ทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน ตรวจสอบรัฐบาล ทำเพื่อประชาชนและประเทศชาติ และสู้กันในสภาฯทุกอย่างก็จบ

“วันนี้เราต้องการออกมาชี้แจงประชาชนในสิ่งที่คนบางกลุ่มกระทำไว้ คนที่บอกว่าเราไปสร้างความขัดแย้ง ก็เพราะเขาต้องการเคลื่อนไหวเอง การที่เรามาให้ความรู้ประชาชนกลายเป็นการเบรกเกมเขา ข้อเท็จจริงถูกตีแผ่ แต่การที่เขาเรียกร้องให้เราหยุดเขาจะได้เคลื่อนไหวเองฝ่ายเดียว ปลุกระดมล้างสมองได้สบาย และถ้าพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบพรรคก็เป็นเกมของเขาอยู่แล้วที่จะปลุกระดมคนลงถนน เพราะทุกวันนี้มีการพูดเรื่องพาคนลงถนนโดยไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว”นพ.วรงค์ กล่าว

นพ.วรงค์ กล่าวอีกว่า การจัดกิจกรรม “NEXT รปช.ดื่มกาแฟคุยสบายๆกับรปช.” นอกจากจะให้ความรู้ประชาชนเรื่องไวรัสชังชาติแล้ว เวทีดังกล่าวยังถือเป็นพื้นที่ให้ ส.ส.รปช. ได้พบปะประชาชน รวมทั้งเป็นพื้นที่ให้ทีมงานที่ปรึกษา และผู้ช่วย รมว.แรงงาน ได้รับฟังปัญหาและข้อเดือดร้อนของประชาชน ทั้งเรื่องเกี่ยวกับกระทรวงแรงงานที่เราสามารถแก้ได้เลย แต่หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่นเราก็จะรับเรื่องและประสานให้ เพื่อแก้ปัญหาต่อไป

ภาษาถิ่น เป็นภาษาย่อยที่ใช้พูดจากันในท้องถิ่นต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากการใช้ภาษาเพื่อการสื่อความหมาย ความเข้าใจกันระหว่างผู้คนที่อาศัยอยู่ตามท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่งอาจจะแตกต่างไปจากมาตรฐาน หรือภาษาที่คนส่วนใหญ่ของแต่ละประเทศใช้กัน และอาจจะแตกต่างจากภาษาในท้องถิ่นอื่นทั้งทางด้านเสียง คำและ การใช้คำ

ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่มีลักษณะเฉพาะ ทั้งถ้อยคำ และสำเนียง ภาษาถิ่นจะแสดงถึงเอกลักษณ์ ลักษณะความเป็นอยู่ และวิถีชีวิตของผู้คน ในท้องถิ่นของแต่ละภาค ของประเทศไทย บางทีเรียกว่า ภาษาท้องถิ่น และหากพื้นที่ของผู้ใช้ภาษานั้นกว้างก็จะมีภาษาถิ่นหลากหลาย และมีภาษาถิ่นย่อย ๆ ลงไปอีก

ภาษาถิ่น แบ่งได้เป็น 4 ถิ่นใหญ่ ๆ คือ ภาษาถิ่นกลาง ภาษาถิ่นเหนือ ภาษาถิ่นอีสานและภาษาถิ่นใต้

ภาษาถิ่นกลาง
ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในบางจังหวัดของภาคกลาง เช่น เพชรบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี นครปฐม อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในจังหวัดเหล่านี้ มีสำเนียงพูดที่แตกต่างกันออกไป จะมีลักษณะเพี้ยนเสียงไปจากภาษากลางที่เป็นภาษามาตรฐาน

ภาษาถิ่นเหนือ
หรือภาษาถิ่นพายัพ (คำเมือง) ได้แก่ ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในบางจังหวัดของภาคเหนือตอนบน หรือภาษาในอาณาจักรล้านนาเดิม มักจะพูดกันมากในจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย พะเยา ลำปาง น่าน ลำพูน ตาก แพร่ เป็นต้น

ภาษาถิ่นอีสาน
ภาษาถิ่นอีสานของประเทศไทยมีลักษณะใกล้เคียงกับภาษาที่พูดที่ใช้กันในประเทศลาว แต่ภาษาอีสานก็ยังถือว่าเป็นภาษาถิ่นของภาษาไทย ภาษาถิ่นอีสานมีภาษาถิ่นย่อยหลายภาษา ได้แก่ ภาษาที่ชนกลุ่มใหญ่ในภาคอีสานใช้พูดจากัน ซึ่งใช้สื่อสารอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคอีสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น สกลนคร หนองคาย นครพนม ขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด เลย ชัยภูมิ มหาสารคาม กาฬสินธุ์ เป็นต้น

ภาษาถิ่นใต้
ได้แก่ ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคใต้ของประเทศไทย ลงไปถึงชายแดนประเทศมาเลเซีย รวม 14 จังหวัด เช่น ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต พัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช เป็นต้น และบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภาษาถิ่นใต้ ยังมีภาษาถิ่นย่อยลงไปอีก เป็นภาษาถิ่นใต้ ภาคตะวันออก เช่น ภาษาถิ่นที่ใช้ใน จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ตรัง สตูล ภาษาถิ่นใต้ตะวันตก เช่น ภาษาถิ่นที่ใช้ในจังหวัดกระบี่ พังงา ระนอง สุราษฎร์ธานีและชุมพร และภาษาถิ่นใต้สำเนียงเจ๊ะเห เช่น ภาษาถิ่นที่ใช้ในจังหวัดนราธิวาส และ ปัตตานี ในแต่ละภาคก็จะมีภาษาถิ่นใต้ เป็นภาษาถิ่นย่อยลงไปอีก เช่น ภาษาถิ่นระนอง ภาษาถิ่นภูเก็ต ภาษาถิ่นพัทลุง ภาษาถิ่นสงขลา เป็นต้น ภาษาถิ่นย่อยเหล่านี้อาจจะมีเสียง และคำที่เรียกสิ่งเดียวกันแตกต่างกันออกไป

ภาษาถิ่นตะวันออก
วิเศษ ชาญประโคน (2550, หน้า 40-41) ได้กล่าวถึง ภาษาถิ่นตะวันออกว่าเป็นภาษาย่อย ที่ใช้พูดจากัน ในท้องถิ่นตะวันออกมี ระยอง จันทบุรี ตราด เป็นต้น