ลูกทรพี! คลั่งยาคว้ามีดแทงพ่อแท้ๆ ดับ – ถีบแม่แขนหัก ส่วนตัวเองเปิดเพลงฟังสบายใจ

อาชญากรรม ภัยสังคม

เมื่อคืนนี้ (วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 63) เวลา 00.30 น. พ.ต.ต.วัชรพงษ์ เทียนประถัมภ์ สารวัตรสอบสวนสภ.คลองหลวง ได้รับแจ้งลูกชายคลั่งยาทำร้ายพ่อกับแม่ได้รับบาดเจ็บภายในชุมชนวัดคุณหญิงส้มจีน ม.14 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี จึงไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.เศรษฐณัณข์ ทิมวัฒน์ ผกก.สภ.คลองหลวง พ.ต.ท.ณฐณัษฐ์ สัมภัณสิทธิ์ รอง ผกก.สส.สภ.คลองหลวง พ.ต.ต.สามารถ เปาจีน สว.สส.สภ.คลองหลวง พ.ต.ต.สิรภพ บัวหลวง สว.สส.สภ.คลองหลวง และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สภ.คลองหลวง เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนสภ.คลองหลวง เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุพบประชาชนมุ่งดูเหตุการณ์เป็นจำนวนมากในบ้านเลขที่25/276 พบผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นชาย1 รายนอนจมกองเลือดอยู่บริเวณห้องครัวทราบชื่อนายธำรงศักดิ์ ปาริชาตบริบูณ์ อายุ 66 ปี ถูกแทงด้วยอาวุธที่ลำตัวเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูนำส่งโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับเจ็บอีก 1คน ทราบชื่อนางจริวรรณ ปาริชาตบริบูณ์ อายุ 59 ปี

ส่วนผู้ก่อเหตุทราบชื่อนายศราวุธ หรือ อ๊อด ปาริชาตบริบูรณ์ อายุ 42 ปี ซึ่งเป็นลูกชายของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ นั่งฟังเพลงอยู่ในห้องนอนพูดจาไม่รู้เรื่องเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ปิดล้อมบ้านหลังดังกล่าว

โดยด้านข้างห้องนอนมีหน้าต่างกระจกบานเกล็ดใส และภายในห้องเปิดไฟส่องสว่างไว้ สามารถมองเห็นจากภายนอกได้ชัดเจน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมเห็นว่า นายศราวุธ หรืออ๊อด ฯ นำอาวุธมีดไปวางไว้บนโต๊ะภายในห้อง และนั่งสูบบุหรี่มีลักษณะท่าทางเคร่งเครียดกังวล

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้จัดเจ้าหน้าที่เจรจากับ นายศราวุธ หรืออ๊อด ฯ หลังจากใช้เวลาเจรจาประมาณ 5 นาที จน นายศราวุธ หรืออ๊อด ฯ รู้สึกผ่อนคลายจึงขอมอบตัว และได้ตัดสินใจเปิดล็อคประตูออกมาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการจับกุมตรวจสอบภายในห้องพบอาวุธมีดวางอยู่บนโต๊ะจำนวน 2 เล่ม เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงยึดไว้ตรวจสอบ

จากการสอบถามนายสมศักดิ์ ภาคีขาว อายุ 63 ปี อาของผู้ก่อเหตุบอกว่าหลานชายติดยาและเป็นแบบนี้ประจำและเมายาด้วยส่วนบ้านหลังนี้อยู่ด้วย3คนพ่อแม่ลูก ช่วยค่ำที่ผ่านมาหลานได้มีอาการคลุ้มคลั่งก่อนจะเกิดปากเสียงกับบุคคลในครอบครัวจนเกิดเสียงตึงตังและมีการเหวี่ยงสิ่งของภายในบ้านทิ้ง จนมีเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากมารดาของผู้ก่อเหตุที่ได้รับบาดเจ็บจากการทำร้ายร่างกายแขนหัก มีร่องรอยถูกของมีคมที่แขน จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อนเพื่อนบ้านช่วยเหลือมารดาส่งร.พ.การุณเวช ก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะล๊อคบ้านทุกทางที่จะเข้าได้แล้วก็ไม่มีใครทราบเหตุการณ์

ในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้เดินทางมาถึงพร้อมเข้าเจรจาขอให้ผู้ก่อเหตุเปิดไฟและเปิดบ้าน ก่อนจะเข้าช่วยเหลือนายธำรงศักดิ์ ปาริชาตบริบูณ์ อายุ 66 ปี พ่อผู้ก่อเหตุส่งร.พ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติอาการสาหัส ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมามีบาดแผลถูกแทงที่ใหน้าอกและร่างกายหลายแห่ง กระทั่งใช้เวลา40นาทีผู้ก่อเหตุจึงยอมมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยภายในห้องพักพบอาวุธมีดปังตอจำนวน2เล่มอยู่ภายในห้อง

ด้าน นายศราวุธ หรืออ๊อด ปาริชาตบริบูรณ์ ให้การว่า ตนเองไม่พอใจพ่อที่ไปแจ้งตำรวจมาที่บ้านหลังตนเองเปิดเพลงเสียงดัง จนเกิดปากเสียงกันโดยพ่อคว้ามีดมาทำร้ายตนเองก่อน ส่วนแม่ก็เข้ามาช่วยเหลือตนเองจึงถีบแม่จนแขนหัก ก่อนที่จะใช้อาวุธมีดแทงพ่อจนแน่นิ่งก่อนที่ตนเองจะเข้าไปเปิดเพลงในห้องของตนเอง

ทางด้านพ.ต.อ.เศรษฐณัณข์ ทิมวัฒน์ ผกก.สภ.คลองหลวงเปิดเผยว่า ได้ควบคุมตัวผู้ก่อเหตุไปทำการสอบสวน พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาจึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีทางกฏหมายต่อไป

ความสำคัญของภาษาถิ่น
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี

ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวาง เช่น ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19

“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทางหนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมายังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น