“ครูปอย” แฟน “ผอ.กอล์ฟ ปล้นทอง” เปิดใจครั้งแรก คลิปอาบน้ำไม่ใช่ตน จ่อฟ้องคนโพสต์

อาชญากรรม ภัยสังคม

วันนี้ (28 ม.ค.63) ที่ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ลพบุรี ต.กกโก อ.เมืองลพบุรี ได้ร่วมกับจังหวัดลพบุรีจัดทำบุญครั้งใหญ่ เชิญชวนพ่อแม่พี่น้องชาวลพบุรี มาร่วมทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งถวายแด่พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์และพระสงฆ์ 99 รูป เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยนายสุปกิต โพธิ์ปภาพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนางจุรีพร โพธิ์ปภาพันธ์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดลพบุรี พล.ต.ณัฐพล ศูกระศร ผบก.ภ.จว.ลพบุรี นายวุฒิเกียรติ เตชะมงคลาภิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ โรบินสัน โดยมีครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากเหตุโจรสวมโม่งบุกเดี่ยวยิงกราดจี้ชิงทอง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ และได้รับบาดเจ็บ 4 ราย โดยเหตุเกิดเมื่อหัวค่ำของวันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมา

โดยมีผู้มาร่วมในการทำบุญตักบาตรอาหารแห้งในครั้งนี้กว่า 500 คน พร้อมกันนี้ขอเชิญชวนร่วมบริจาคโลหิตให้แก่กาชาดจังหวัดลพบุรี โดยมีกำลังพลจาก มทบ.13 และประชาชนมาร่วมบริจาคโลหิตจำนวนมาก นอกจากนี้ ห้างโรบินสันยังได้ร่วมกับเอสเอฟ ซีเนม่า พาเด็กด้อยโอกาสจากถิ่นทุรกันดารกว่า 200 คน ปิดโรงดูหนังฟรี เปิดโลกกว้างให้แก่น้องอีกด้วย สร้างความตื่นเต้นดีใจให้แก่เด็กด้อยโอกาสเป็นอย่างมาก

จาการสอบถาม น.ส.เบ็ญจมาศ รอดพุ่ม อายุ 40 ปี ชาวบ้านที่มาร่วมพิธีในครั้งถึงความรู้สึกที่เกิดเหตุการณ์จี้ชิงทองของคนร้าย และกราดยิงจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บในครั้งนี้ โดย น.ส.เบ็ญจมาศได้กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่สะเทือนจิตใจชาวลพบุรีเป็นอย่างมาก การกระทำของคนร้ายมีความโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ ก็ขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สามารถจับกุมคนร้ายมาลงโทษได้ ทำให้ชาวลพบุรีสบายใจมากขึ้น และเสียใจกับครอบครัวที่เกิดการสูญเสียบุคคลในครอบครัวในครั้งนี้ และวอนขออย่าให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกเลย

หลังจากนั้นผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์หา “ครูปอย” ภรรยาของนายประสิทธิชัย เขาแก้ว หรือกอล์ฟ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนวัดโพธิ์ชัย จ.สิงห์บุรี ผู้ก่อเหตุกราดยิงเพื่อชิงทองคำ หลังจากที่ผ่านมาตั้งแต่เกิดเรื่องยังไม่สามารถติดต่อครูปอยได้เลย จากการพูดคุยกันผ่านทางโทรศัพท์ ครูปอยเล่าว่า ขณะนี้มีความเครียดเป็นอย่างมากที่ตกเป็นจำเลยของสังคม รวมทั้งเรื่องของคลิปคนอาบน้ำนั้นขอยืนยันว่าไม่ใช่ตนเอง ตนกำลังรวบรวมหลักฐานต่างๆ เพื่อแจ้งความดำเนินคดีต่อผู้ที่โพสต์โดยอ่างว่าเป็นตนเอง ส่วนเรื่องการเสริมความงาม การทำจมูก และหน้าอก เงินที่ทำไปนั้น เป็นเงินของตนเอง ไม่ได้ใช้เงินของ ผอ.กอล์ฟแต่อย่างใด และทำมานานแล้ว ตอนนี้ขอทำใจสักพัก และจะออกมาแถลงความความจริงอีกครั้งต่อสื่อมวลชนในเร็วๆ นี้

ความสำคัญของภาษาถิ่น
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี

ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวาง เช่น ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19

“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทางหนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมายังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น