โรงงานขายเล็บมือนาง ยอมรับ ให้คนงานแทะกระดูกขาไก่ เพราะเร็วกว่าใช้คีมและตลาดต้องการ

อาชญากรรม ภัยสังคม

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 28 ม.ค. 63 นายรณชัย จิตรวิเศษ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองคาย, ปศุสัตว์จังหวัดหนองคาย และเทศบาลตำบลบ้านเดื่อ ได้เข้าตรวจสอบโรงงานแปรรูปอาหารสัตว์ เลขที่ 175 หมู่ 11 ต.บ้านเดื่อ อ.เมืองหนองคาย มีนางนงลักษณ์ พยัคพรม อายุ 31 ปี เป็นเจ้าของ ซึ่งมีการพบว่าที่โรงงานแห่งนี้ได้ทำการแปรรูปขาไก่ หรือ เล็บมือนาง โดยการให้คนงานนั่งแทะกระดูกไก่ออกจากขาไก่ จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้นำชุดตรวจสอบสารปนเปื้อนมาทำการตรวจด้วย ซึ่งไม่พบสารปนเปื้อนหรือสารอันตรายในขาไก่เล็บมือนางแต่อย่างใด

นางนงลักษณ์ พยัคพรม เจ้าของโรงงาน กล่าวว่า ตนทำโรงงานแปรรูปขาไก่มา 5 ปี รับซื้อชิ้นส่วนขาไก่และโครงไก่ มาทำการแปรรูปเลาะกระดูกออก ครั้งละประมาณ 3 ตัน ขายให้กับลูกค้าวันละประมาณ 400-500 กิโลกรัม ซึ่งเมื่อก่อนเคยใช้คีมเลาะกระดูก พบว่าใช้เวลานาน 1 ขา ใช้เวลาประมาณ 5 นาที แถมลูกค้าไม่รับซื้อ เพราะบอกว่าขาไก่เละและตีกลับทั้งหมดทำให้ต้องทิ้งเสียเปล่า แต่พอใช้คนงานแทะกระดูกทำเวลาได้เร็วกว่าใช้คีมถึง 5 เท่า ขาไก่สวยได้รูป หลังจากตกเป็นข่าวแล้วก็ได้ฝึกให้คนงานใช้คีม และยืนยันจะเลิกใช้ปากแทะกระดูกอีกต่อไปแล้ว เบื้องต้นได้มีการพูดคุยกับโรงงานในลักษณะเดียวกันก็ต้องปรับเปลี่ยนเช่นเดียวกัน โดยขณะนี้ได้ทำการปิดโรงงานชั่วคราวจนกว่าจะคนงานจะพร้อมในการใช้เครื่องมือ

นายรณชัย จิตรวิเศษ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย กล่าวว่า ในครั้งนี้ได้ลงมาตรวจดูสภาพโรงงาน พบว่ามีสัดส่วน มีความสะอาด ทราบว่าทางโรงงานได้ดูแลสุขภาพของแรงงานอยู่เป็นประจำ แต่อันตรายจากการใช้ปาก ทั้งกับคนงานที่ทำก็เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรค ซึ่งขั้นตอนในการทำขาไก่ต้องต้มให้สุกแล้วนำไปฟรีซให้แข็งตัวเป็นทรง ง่ายต่อการนำกระดูกออก จึงได้แนะนำให้ใช้เครื่องมือ ประเภทคีม หรือมีด ช่วยในการนำกระดูกไก่ออก ต้องฝึกให้ชำนาญ เพราะจะทำให้เกิดความปลอดภัยแก่ตัวคนงานและลูกค้าผู้บริโภคที่ซื้อไปรับประทานด้วย ผู้ประกอบการได้รับกระทบต้องปรับตัว โดยได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าทำการตรวจสอบโรงงานแปรรูปในลักษณะเช่นนี้ซึ่งมีในพื้นที่ประมาณ 4-5 แห่ง ให้ดำเนินการเช่นเดียวกันเพื่อความปลอดภัยและถูกสุขอนามัย.

 

ความสำคัญของภาษาถิ่น
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี

ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวาง เช่น ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19

“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทางหนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมายังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น