เจอตัวแล้ว “วอลโว่หัวร้อน – ห้ามทำแผลคนเจ็บ” เป็น จนท.ป.ป.ส. โดนย้ายเข้ากรุ (มีคลิปเหตุการณ์)

อาชญากรรม ภัยสังคม

1.เหตุเกิดเมื่อวันที่ 12 ก.ค.63 โดย เฟซบุ๊ก @Bbennista BT โพสต์คลิปพร้อมระบุว่า
“เหตุเกิดประมานตอน ตี 3 #ดอนเมือง เราเป็นคนที่ขับรถผ่านมาเห็นเหตุการณ์หลังจากที่รถชนกันแล้ว ไม่ทราบแน่ชัดว่าใครผิดใครถูกหรือผิดทั้งคู่ รถยนต์ชนกับรถจักรยานยนต์ คนขี่ จยย.มีอาการมึนเมา บาดเจ็บ 2 คน(แต่ในคลิปคือเห็นแค่ผู้ชายรุ่นลุงคนเดียว อีกคนรถบัง) ส่วนคนเสื้อดำในคลิปคือคนที่ขับรถยนต์วอลโว่ค่ะ ไม่ทราบแน่ชัดว่าเค้าเป็นใคร ใหญ่หรือรวยแค่ไหน ถึงทำกริยาท่าทางแบบนี้กับคู่กรณีที่บาดเจ็บ แล้วคือพูดจาได้น่าหมั่นไส้โชว์กร่างมากค่ะ (ความเห็นส่วนตัว) คือไล่เราด้วยบอกไม่เกี่ยวออกไปแยกย้ายกันไปเลย คืองงมาก เราก็ทำหน้าที่พลเมืองมั้ย ช่วยโทรหาตำรวจ เรียกรถพยาบาล แต่คือพี่เสื้อดำพูดจาแย่มากกกกก ไม่รู้ว่าเมาเหมือนกันด้วยหรือป่าว คืออยากจะมาแชร์ให้เห็นถึงความเก่งของพี่เสื้อดำแค่นั้นค่ะ มีสิทธิ์ทำอะไรแบบนี้ด้วยหรอ?

เราเห็นเหตุการณ์ไม่ค่อยดีเลยถอยมาจอดรถดูอีกฝั่งแล้วอัดคลิป เพราะตอนนั้นรถพยาบาลยังไม่มา แต่พี่เสื้อดำไล่คนอื่นที่มาดูเหตุการณ์ทุกคนเลย เราเลยเป็นห่วงกลัวว่าจะเกิดอะไรไม่ดี แต่ที่พีคกว่าคือพอรถพยาบาลมาพี่แกกลับไปห้ามเจ้าหน้าที่ว่าไม่ต้องทำแผล ไม่ต้องช่วยมันหรอก มันไม่เป็นไร รอตำรวจมาก่อน ความเป็นคนอยู่ไหนน??แต่ก็ต้องนับถือน้ำใจพี่ทีมกู้ภัยที่ปฏิบัติหน้าที่ตัวเองได้ดีมาก ไม่ยอมถอย เราคิดว่าพี่ทีมกูภัยน่าจะอัดคลิปไว้เหมือนกันแหละ

ปล.ผู้ชายเสื้อดำพกปืนด้วย นาทีที่ 2.59 ได้ยินเสียงชัด

ลองฟังดูคำพูดแล้วก็การกระทำของพี่เค้าดูค่ะ เห็นแล้วสงสารคนที่บาดเจ็บเลย ถึงเค้าจะผิดจริงๆ แต่สมควรทำแบบนี้กับเค้าแล้วหรอ ปล. ไม่ได้โลกสวยแต่คิดว่ามันไม่สมควรทำกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันแบบนี้ #รวยแล้วไงคะ #ขับวอลโวล่แล้วโชว์กร่างได้?”

2.เมื่อวันที่ 13 ก.ค.63 ที่ ป.ป.ส. นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวถึงกรณีที่มีพลเมืองดีเผยแพร่ภาพเคลื่อนไหวเหตุการณ์เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 63 เวลาประมาณ 03.00 น. เป็นอุบัติเหตุทางจราจรในพื้นที่ สน.ดอนเมือง ระหว่างรถยนต์และรถจักรยานยนต์ โดยในภาพมีชายสวมเสื้อยืดสีดำขับรถยนต์วอลโว่ มีพฤติกรรมก้าวร้าวกับคู่กรณีซึ่งขับขี่รถจักรยานยนต์ และไม่ให้การช่วยเหลือคู่กรณีที่ได้รับบาดเจ็บ พร้อมใช้อาวุธจ่อและทำร้ายร่างกาย

3.สำนักงาน ป.ป.ส. ได้ตรวจสอบกรณีดังกล่าวแล้วพบว่า ชายสวมเสื้อยืดสีดำดังกล่าวเป็นข้าราชการในสังกัดจริง

4.ถือเป็นการแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ในเบื้องต้นเลขาธิการ ป.ป.ส. ได้มีคำสั่งให้มารายงานตัวกับผู้บังคับบัญชาเหนือชั้น และได้ลงนามในคำสั่งให้เข้ามาประจำในส่วนกลางและแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินการด้านวินัยต่อไป

5.สำหรับการละเมิดคู่กรณี ให้หน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมาย โดยที่สำนักงาน ป.ป.ส. จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่และจะดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องให้รวดเร็ว เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป

6.นายนิยม กล่าวต่อว่า จากกรณีดังกล่าว ต้องขอโทษต่อผู้เสียหายและสังคมในสิ่งที่เกิดขึ้น

7.ขอฝากขอบคุณพลเมืองดี และพี่น้องประชาชนที่ช่วยเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นบุคคลมีลักษณะพฤติกรรมดังกล่าวสามารถแจ้งข้อมูลเข้ามาได้ที่ สำนักงานป.ป.ส. ผ่านสายด่วน 1386 หรือแจ้งมาที่ เพจเฟซบุ๊ก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือเว็บไซต์ www.oncb.go.th ได้ตลอด 24 ชม.

8.สำนักงาน ป.ป.ส. จะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการกับผู้กระทำความผิดทุกกรณี ไม่มีข้อยกเว้น

WooCommerce WooCommerce
ค้นหาภาษาถิ่น
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Search in posts
Search in pages

ความสำคัญของภาษาถิ่น
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี

ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวาง เช่น ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19

“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทางหนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมายังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *