แพทย์เตือนเอาตัวไปเสี่ยงติดโควิดหวังเคลมประกัน ไม่คุ้มเกิดภาวะ “ลอง โควิด” ระยะยาว

เรื่องที่น่าสนใจล่าสุด

 

กรมควบคุมโรค เตือนจ้างเด็กเอนฯ ติดเชื้อโควิด- 19 หวังรับเชื้อเพื่อเคลมประกัน ไม่คุ้มเอาร่างกายไปเสี่ยง อาจป่วยหนักถึงขั้นเสียชีวิต หรือเกิดภาวะลอง โควิด ได้นานถึง 6 เดือน

วันนี้ (12 ม.ค.) นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ตามที่มีข่าวในโซเชียลมีเดียเป็นภาพแชตประกาศตามหาเด็กเอนฯ ที่ติดเชื้อโควิด 19 โดยคาดว่า ลูกค้าต้องการติดเชื้อโควิด-19 เพื่อเบิกประกันเจอ-จ่าย-จบนั้น เป็นเรื่องที่ได้ไม่คุ้มเสียในการนำร่างกายเข้าไปเสี่ยงได้รับเชื้อ เพราะการติดเชื้อโควิด-19 มีอาการรุนแรงได้หลายระดับ ตั้งแต่อาการทั่วไป ได้แก่ อาการระบบทางเดินหายใจ มีไข้ ไอ หายใจถี่ หายใจลำบาก แต่ในรายที่อาการรุนแรงมากอาจมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม ปอดอักเสบ ไตวาย รุนแรงได้ถึงขั้นเสียชีวิต โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว

นายแพทย์โอภาส กล่าวอีกว่า ในบางรายผู้ป่วยโควิด-19 ที่หายดีไม่มีเชื้อไวรัสในร่างกายแล้ว อาจมีอาการหลงเหลืออยู่เรียกว่า ภาวะลอง โควิด (Long COVID) หรืออาการหลงเหลือของเชื้อโควิด-19 ระยะยาว ซึ่งเกิดขึ้นได้ในช่วง 1-3 เดือนแรก ส่วนผู้ป่วยกลุ่มป่วยรุนแรงอาจส่งผลต่อเนื่องยาวนาน 3-6 เดือน กว่าที่ร่างกายจะกลับมาเป็นปกติ เพราะมีปัจจัยเรื่องความเครียดสะสมมาตั้งแต่ช่วงที่ป่วย ซึ่งจะมีอาการที่แสดงออกได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ สำหรับอาการทางกาย เช่น ไอ มีไข้ ปวดศีรษะ การรับรู้กลิ่นหรือรสชาติลดลง เจ็บหน้าอก หายใจไม่อิ่ม เหนื่อยล้า ปวดข้อหรือกล้ามเนื้อ ท้องเสีย อันเนื่องมาจากภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง ส่วนอาการทางจิตใจ เช่น วิตกกังวล สมาธิสั้นลง หรือซึมเศร้าร่วมด้วย จำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและรักษาอย่างต่อเนื่อง จึงขอย้ำอีกครั้งเรื่องมาตรการป้องกันตนเองขั้นสูงสุด ใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา หมั่นล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล 70% เว้นระยะห่าง และไม่ไปสถานที่เสี่ยง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่สายด่วน กรมควบคุมโรค โทร.1422ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แจง โรคโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นได้ เมื่อความรุนแรงของโรคลดลง ประชาชนมีภูมิต้านทานจำนวนมาก และระบบบริหารจัดการดูแลมีประสิทธิภาพ ขอความร่วมมือฉีดวัคซีน โดยเฉพาะเข็มกระตุ้น ป้องกันตนเองเคร่งครัด สถานประกอบการเข้ม COVID Free Setting ตรวจ ATK เป็นประจำ หากติดเชื้อเข้าระบบดูแลรักษาที่บ้าน มีทีมบุคลากรสาธารณสุขติดตามอาการต่อเนื่อง ไม่ต้องกังวล

วันนี้ (12 ม.ค.) นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์โรคโควิด-19 ของประเทศไทยเริ่มทรงตัว หลังจากมีการติดเชื้อสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นโรคประจำถิ่นได้ภายในปี 2565 นี้ โดยพิจารณาจาก 3 ปัจจัย คือ 1. ตัวเชื้อโรคมีความรุนแรงลดลงซึ่งสอดคล้องกับการแพร่ระบาดของสายพันธุ์โอมิครอนในขณะนี้ ที่เชื้อมีความรุนแรงลดลง เห็นได้จากแม้จะมีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก แต่จำนวนผู้ป่วยอาการหนัก ใส่เครื่องช่วยหายใจ และผู้เสียชีวิตมีทิศทางลดลง 2. ประชาชนมีภูมิคุ้มกันต่อโรคมากขึ้น และ 3. ระบบบริหารจัดการ การดูแลรักษา ที่มีประสิทธิภาพ และควบคุมการระบาดได้ดี ทั้งนี้ การที่โรคโควิด-19 จะเข้าสู่โรคประจำถิ่นได้ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงสาธารณสุขจะพยายามชะลอการระบาดของโรค พร้อมไปกับการเร่งฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ให้กับประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน จึงขอให้ผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนและผู้ที่ถึงกำหนดรับวัคซีนเข็มกระตุ้น ติดต่อขอรับวัคซีนได้ที่สถานพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขใกล้บ้าน หรือตามที่คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกำหนด และขอให้ยังคงเคร่งครัดมาตรการป้องกันส่วนบุคคล ใส่หน้ากากตลอดเวลา เว้นระยะห่าง ล้างมือ หลีกเลี่ยงสถานที่เสี่ยง ตรวจคัดกรองด้วย ATK เมื่อมีความเสี่ยง ส่วนสถานประกอบการต้องเข้มการปฏิบัติตามมาตรการ COVID Free Setting

“ที่สำคัญคือ ต้องทำความเข้าใจว่า เมื่อครั้งนี้โรคโควิด-19 เปลี่ยนไปจากเดิม มีความรุนแรงลดลง ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อยมาก รูปแบบการดูแลรักษาจึงต่างจากการระบาดระลอกก่อน โดยเปลี่ยนมาใช้การดูแลที่บ้าน (Home Isolation) หรือในชุมชน (Community Isolation) เป็นลำดับแรก มียา เวชภัณฑ์ มีทีมบุคลากรสาธารณสุขติดตามอาการต่อเนื่อง และมีการเตรียมเตียงในโรงพยาบาลไว้รองรับหากอาการมากขึ้นพร้อมส่งต่อทันที จึงวางใจได้ว่าหากติดเชื้อก็ยังได้รับการดูแลตามมาตรฐานเช่นเดิม” นพ.เกียรติภูมิ กล่าว

นพ.เกียรติภูมิ กล่าวต่อว่า สำหรับการระบาดของโรคติดต่อ มี 4 ระดับ ได้แก่ 1. โรคประจำถิ่น (Endemic) คือ โรคที่เกิดขึ้นประจำในพื้นที่ อาจเป็นเมือง ประเทศ กลุ่มประเทศ หรือทวีป มีอัตราป่วยคงที่และคาดการณ์ได้ เช่น ไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออกในประเทศไทย 2. การระบาด (Outbreak) คือ เหตุการณ์ที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นผิดปกติ ทั้งกรณีโรคประจำถิ่นที่มีจำนวนผู้ป่วยมากกว่าที่คาดการณ์ หรือกรณีที่เกิดโรคอุบัติใหม่ 3. โรคระบาด (Epidemic) คือ มีการแพร่กระจายโรคกว้างขึ้นในเชิงภูมิศาสตร์อย่างฉับพลัน จำนวนผู้ติดเชื้อเกินกว่าที่คาดการณ์ได้ และ 4. การระบาดใหญ่ (Pandemic) คือ ระดับการระบาดที่แพร่ไปทั่วโลก เช่น การระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 และล่าสุด คือ การระบาดของโรคโควิด-19

อ้างอิง
https://mgronline.com